19/6/53

ทะเลสาบอินเล ..สวรรค์บนพื้นน้ำ ต่อ ..2



ตลอดคุ้งน้ำเราเห็นชาวประมงที่ออกหาปลาด้วยเรือเล็ก มีสุ่มใหญ่วางอยู่ข้าง ๆ สองเท้าก็กวาดไม้พลายพร้อมสายตาที่สอดส่ายหาปลาในน้ำ ช่างเป็นภาพที่สวยงามเหนือคำบรรยายใด ๆ ทั้งปวง เราสองคนถ่ายรูปกันแบบไม่นับเพื่อเก็บภาพที่สวยที่สุดนี้ไว้ อากาศบริสุทธิ์ เย็นสบายด้วยความสูงเหนือระดับน้ำทะเล ท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าจัดไร้เมฆหมอกใด ๆ มาบดบัง หรือสวรรค์จะเป็นแบบนี้หนอ ช่างสุขสงบ เสียจริง ๆ



ชาวประมงที่ทะเลสาบอินเล กำลังออกเรือหาปลา





ชีวิตชาวอินทาริมแม่น้ำ




                                                                  เหมือนบ้านเราเลย


เรือวิ่งมาได้สักเกือบชั่วโมงก็มาจอดแวะที่ วัดปองดออู Poung Doo Ou ถือเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ ๑ใน ๕ สถานที่สำคัญของพม่าที่ต้องไปให้ได้ของพม่าคือ พระธาตุอินทร์แขวน เจดีย์มุตา เจดีย์ชเวดากอง พระมหามุนี และวัดปองดออู ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปอง
ดออู ๕ องค์ จำหลักขึ้นจากไม้จันทน์หอมอายุเกือบพันปี เริ่มต้นที่หน้าตัก ๕ ซ.ม เท่านั้นเอง ปีแล้วปีเล่าที่มีคนไปกราบนมัสการปิดแผ่นทองพอกองค์พระจนมีขนาดใหญ่เท่าในปัจจุบัน และมีลักษณะกลายเป็นรูปกลม ๆ เท่านั้น ชาวพม่าเรียกพระพุทธรูปนี้ว่า
ปองดออู หมายถึง พระพุทธรูปที่ประดิษฐานบนเรือสำเภาทองเป็นองค์แรก แต่คนไทยเรียก พระบัวเข็ม ไซบอกว่าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย



                             พระพุทธรูปที่วัดปองดออู เริ่มจากหน้าตัก ๕ ซ.ม จนใหญ่เท่านี้
 
 

มิเชลไม่ได้ขึ้นมาไหว้พระกับแม่บุญ จะถือสาอะไรกับต่างชาติที่นับถือศาสนาอื่น อีกทั้งเธอยังเดินด้วยเท้าเปล่านาน ๆ ไม่ได้เพราะผ่าตัดมาทำให้เจ็บข้อเท้าอีกด้วย แม่บุญตั้งจิตอธิฐานให้พระท่านคุ้มครองให้เราสองคนท่องเที่ยวในพม่าอย่างปลอดภัยทั้งไปและกลับ และขอให้เท้าของมิเชลหายจากอาการเจ็บปวดที่เป็นอยู่ตลอดอีกด้วย อีกวัดข้าง ๆ กันชื่อ วัดตาเล เป็นวัดเขตพระสงฆ์ เพราะวัดปองดออูเป็นวัดพุทธสถานจึงไม่มีพระจำวัด

จากนั้นเราก็เดินไปด้านหลังวัดและนับว่าเราสองคนโชคดีมาก ๆ เพราะวันนี้มีตลาดนัด ตลาดที่เห็นชื่อ ตลาดตองยู ที่จะมีชาวบ้านเผ่าต่าง ๆ เอาข้าวของมาขายกันอย่างละลานตาไปทั่วบริเวณวัด เราสองคนเดินอย่างช้า ๆ เก็บภาพทุกภาพที่เห็นทั้งในกล้องถ่ายรูป และในความทรงจำของเราสองคน อาหารหลาย ๆ อย่างเราไม่เคยเห็นมาก่อนก็ยืนดูนานเป็นพิเศษ ยิ่งสายคนก็ยิ่งเยอะ พืชผักหลาย ๆ อย่างเหมือนของเมืองไทย เราแวะดื่มชาพม่า ที่ไปเหมือนกับชา ฉ่าย ของอินเดียไม่มีผิด รสชาติหอมหวานจากเครื่องเทศ พร้อมนมสด อดไม่ได้ที่จะซื้อติดมือกลับมาที่เบลเยียม ราคาไม่แพงเลย มิเชลซื้อช้างตัวเล็กมาเป็นของที่ระลึก ส่วนแม่บุญซื้อตุ๊กตาที่มีเชือกใช้มือชักมาหนึ่งตัวเช่นกัน นอกจากนั้นเราก็ไม่ซื้ออะไรอีก เพราะที่บ้านเล็ก ๆ ของเราไม่มีที่พอให้ใส่ของต่าง ๆ ที่เราเห็นระหว่างเดินทางได้หมด ต้องเลือกซื้อเฉพาะที่ชอบจริง ๆ เท่านั้น



ตลาดตองยูยามเช้า




                                                             ข้าวต้มมัดเหมือนไทย
 
 
 
 
 

18/6/53

ทะเลสาบอินเล ..สวรรค์บนพื้นน้ำ ต่อ ..

๒๔ มกราคม ๒๕๕๒

ทะเลสาบอินเล วัดปองดออู Inle lake and Poung Doo Ou Temple


เราตื่นเช้ากันตามปกติ วันนี้อากาศดีไม่หนาวไม่ร้อนแต่ไซบอกให้เตรียมเสื้อกันลมไว้ เพราะเราต้องนั่งเรือไปที่ทะเลสาบที่อยู่สูง ฉะนั้นอากาศจะเย็นกว่าที่นี่แน่นอน บนห้องอาหารมีนักท่องเที่ยวไม่กี่คน อาหารที่มีเหมือนทั่ว ๆ ไป ขนมปัง แยม เนย น้ำส้ม และกล้วยผลใหญ่อีกแล้ว แม่บุญกินได้เพียงขนมปังหนึ่งแผ่นกับกาแฟ เพราะเช้า ๆ กินมากแล้วรู้สึกอยากอาเจียน เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่รู้เพราะอะไร



เราออกเดินทางตรงไปที่ทะเลสาบอินเล แต่ต้องไปลงเรือที่ท่าเรือ โอยูปิน Oo Upin Boat Stand เพื่อเดินทางไปเมือง ยองห้วย หรือ เมืองอินเล นั่นเอง อันที่จริงคำว่า อิน แปลว่า ทะเลสาบ เล แปลว่า หมู่บ้าน หรือจะเรียกว่า หมู่บ้านในทะเลสาบ คงไม่ผิด เราสองคนจ่ายค่าเหยียบแผ่นน้ำคนละ ๓ ดอลลาร์ ก่อนลงเรือมีเด็ก ๆ วิ่งมาขายของอะไรไม่รู้ในถุงพลาสติก ถามว่าอะไร พวกเขาชี้เข้าปาก แม่บุญบอกว่ากินข้าวแล้ว ไม่หิว เลยไม่ซื้อ....



                                      บรรยากาศทางไปหมู่บ้านชาวอินทายามเช้า

ตอนที่มิเชลกับไซยืนคุยกันกับชาวบ้าน แม่บุญแอบถ่ายรูปไว้ บรรยากาศยามเช้าบนสะพานที่เมื่อมองลงไปบนผิวน้ำ ยังเห็นหมอกควันลอยเหนือน้ำอย่างอ้อยอิ๋ง สวยงามเหนือคำบรรยายจริง ๆ ไม่นานเราสองคนก็ลงเรือลำแรก เพื่อไปเปลี่ยนเป็นอีกลำที่มีเพื่อนของไซมาขับเรือให้บริการ ก็ดีเขาจะได้คุยกันให้หายคิดถึง ไซบอกว่าไม่ได้เจอกันนานแล้ว ทุกครั้งที่พาลูกทัวร์มาเที่ยวก็จะใช้บริการของเพื่อนตลอด ช่างเป็นเพื่อนที่ดีจริง ๆ



                                                 เหมือนภาคอิสานของไทยเลย



เรือที่ให้บริการนักท่องเที่ยวมีเก้าอี้ให้นั่งได้ ๕ ถึง ๖ คน พร้อมเบาะรองนั่งนุ่ม ๆ แต่หากให้บริการชาวบ้านจะจัดให้นังได้ถึง ๒๐ คนใน ๑ ลำ ไม่มีเบาะจ้าไม้กระดานแข็ง ๆ เท่านั้น เรือแล่นออกสู่ผืนน้ำกว้างใหญ่ ขนาบไปด้วยทิวเขายาวเหยียดทั้งสองฝั่งน้ำ ดูราวกับกำลังแล่นเรืออยู่ระหว่างภูเขาทีเดียว เรือมาจอดหน้าวัดพม่าแห่งหนึ่ง มีเพียงพระไม่กี่รูปที่กำลังเตรียมอาหารสำหรับฉันท์ในมื้อเช้า นอกจากนั้นก็มีเพียงแม่บุญกับมิเชลเดินถ่ายรูป บรรยากาศรอบ ๆ วัด สักพักเราก็ออกเดินทางต่อ



                                         วัดแรกที่เราแวะไหว้พระกัน จำชื่อไม่ได้แล้ว ??


                                  
เรือวิ่งออกสู่ผืนน้ำอีกครั้ง คราวนี้มีเรือนักท่องเที่ยวอีกลำวิ่งขนานมา แม่บุญเห็นคนในเรือโยนอะไรบางอย่างขึ้นไปในอากาศ สักพักก็มีนกบินมามากมายมาโฉบกินอาหารที่โปรยให้ ตะโกนถามไซ ๆ บอกว่าเขาซื้ออาหารนกมาจากเด็ก ๆ ที่วิ่งขายตรงท่าเรือนั่นไง แม่บุญจึงได้ถึงบางอ้อ ว่าเด็ก ๆ ต้องการขายอาหารนก ไม่ใช่อาหารให้คนกิน เสียดายจริง ๆ ที่ไม่ได้ซื้อมา ด้วยความเข้าใจผิด



                                            ชาวบ้านเดินทางไปที่ต่าง ๆ โดยเรือโดยสาร

17/6/53

ทะเลสาบอินเล ..สวรรค์บนพื้นน้ำ

ทะเลสาบอินเล (Inle Lake)


ทะเลสาบแห่งนี้อยู่ท่ามกลางหุบเขาที่สวยงามของรัฐฉาน อยู่ห่างจากเมืองตองยีประมาณ ๒๕ กิโลเมตร มีเนื้อที่กว้างใหญ่ถึง ๑๕๘ ตารางกิโลเมตร กว้าง ๑๐ กิโลเมตร ยาว ๒๒ กิโลเมตร อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล ๘๗๘ เมตร น้ำลึกที่สุดเพียง ๕ เมตร บางแห่งตื้นเพียง ๑ ถึง ๒ เมตรเท่านั้น



                     เอกลักษณ์ของชาวประมงที่ทะเลสาบอินเล ..ไม่มีใครเหมือน





                            น้ำกับฟ้า....ไม่ห่างไกลกันเลย หรือ จะเป็นสวรรค์ของที่นี่


ทะเลสาบแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชนที่เรียกตนเองว่า ชาวอินทา (Intha) ชนเผ่านี้อาศัยอยู่ในทะเลสาบอินเลมานานนับร้อยปีแล้ว ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ ๗ หมื่นคน มีทั้งชาวไทใหญ่ ไทขืน ไทยอง ไทหย่า เข้ามาอยู่ผสมผสานกัน โดยชนเหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการทำการเกษตรบนเกาะวัชพืชที่พวกเขาสร้างกันขึ้นมาเองกลางลำน้ำในทะเลสาบ พืชผักที่เราเห็นเขาปลูกกันเป็นแนวสวยงามคือ มะเขือเทศ เราสองคนได้มีโอกาสลิ้มรสอร่อยของสลัดมะเขือเทศ บอกได้คำเดียวว่าอร่อยอย่างเหลือเชือ เพราะรสชาติไม่จืดชืดเหมือนมะเขือเทศที่เคยได้กินทั่ว ๆ ไป ทั้ง ๆ ที่ปลูกบนน้ำและยังสามารถเลี้ยงคนพม่าได้ทั้งประเทศ ยังมี ข้าวโพด และพริก อีกด้วย



                                          หมู่บ้านชาวอินทาที่เราเห็นไกล ๆ

การทำประมง ในทะเลสาบเป็นเอกลักษณ์โดยเฉพาะวิธีการหาปลานั้น เรียกได้ว่าไม่มีชาวประมงที่ใดในโลกสามารถเลียนแบบได้ นี่คือหนึ่งในสถานที่มหัศจรรย์ที่ควรไปเยี่ยมเยือน เพราะชาวประมงพายเรือด้วยเท้าในท่ายืน ลักษณะการกวาดเท้านี่เองที่ไม่เหมือนใคร อธิบายไม่ถูก อยากให้ไปดูกันเอาเอง แม่บุญถ่ายเป็นวีดีโอไว้ด้วย เครื่องมือประมงคือ สุ่ม รูปกรวยยาวขนาดใหญ่ ขณะที่พายเรือด้วยเท้า สองตาคอยมองหาปลา แล้วใช้สุ่มใหญ่นี่เองครอบปลาไว้ ยังมีแหหรือฉมวกเป็นเครื่องมือหาปลาอีกอย่าง




ไร้คำบรรยายใด ๆ


เนื่องมาจากบรรยากาศที่ค่อนข้างเย็นสบายและทัศนียภาพทะเลสาบที่สวยงามมาก ทำให้มีบรรดารีสอร์ตต่างๆ ก่อสร้างขึ้นมากมายบริเวณโดยรอบ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่ต้องการดื่มด่ำกับบรรยากาศที่สงบ งดงาม แบบนี้



                                                       บ้านกลางน้ำอันเงียบสงบ

13/6/53

จาก ตองอู ไป ทะเลสาบอินเล ( ต่อ )

เราเดินทางกันต่อด้วยความเหนื่อย ในที่สุดก็ผ่านสนามบินเฮโฮ ที่ตั้งอยู่บนรัฐฉาน สูง ๙๐๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะล หากมาเครื่องบินก็ต้องมาลงที่นี่แล้วเหมารถแท็กซี่ต่อไป ราคาค่าเหมาต่อหัวคนละ ๒๕ ยูเอสดอลลาร์ รถผ่านทุ่งนากว้างไกลไปอีกเกือบชั่วโมงก็มาถึงโรงแรม ชื่อ Paradise Hotel Nyaung Shwe โรงแรมนี้เขาไม่เลวเลย มีสาขาอื่น ๆ อีก สามแห่งในแต่ละเมือง หรือจะไปนอนในทะเลสาบเลยก็ได้แต่เราเลือกนอนที่ในเมือง เพราะอยากเดินไปดูชาวบ้านเขาทำอะไรต่ออะไร มากกว่าไปไหนไม่ได้เพราะอยู่กลางน้ำ



โรงแรมที่เราพักกัน


พวกเราไปถึงประมาณ ๕ โมงเย็นแล้ว พอลงจากรถต้องปัดฝุ่นกันใหญ่ รีเชฟชั่นหญิงท่าทางแข็งแรงเพราะพอมาถึงเธอก็หิ้วกระเป๋าสัมภาระของเราสองคนอย่างง่ายดาย พร้อมบริการปัดฝุ่นอีกพักใหญ่ ห้องที่เราได้ติดกับอาคารด้านหน้าที่เป็นห้องอาหาร และรีเชฟชั่นไปด้วย แม่บุญและมิเชลขนของออกจากกระเป๋าก็กระโดดอาบน้ำก่อนเพราะเหนอะหนะมาทั้งวัน ส่วนไซของเราขอตัวไปอาบน้ำเช่นกัน เย็นนั้นเราไปหาอาหารกินกันเองในตัวเมืองไม่ไกลจากโรงแรม เป็นร้านเล็ก ๆ ข้างทาง ฟืนไฟไม่มี ๆ แต่ตะเกียงจุดไว้ โรแมนติคดี แต่มองอะไรไม่เห็นเลย จดๆ จ้อง ๆ เห็นเขาขายอะไรบางอย่างเหมือนสุกี้บ้านเรา แถมร้อน ๆ น่าจะดีต่อกระเพาะทั้งสองคน เลยจับจองที่นั่งสั่งมาชิมคนละชาม คล้ายสุกี้จริง ๆ แม่บุญขอผักเยอะ ๆ ใส่พริกเยอะ ๆ เพราะอยากกินเผ็ด ๆ บ้าง ส่วนไซเลยได้โอกาสไปชวนเพื่อนกินข้าวด้วยกัน ไม่ต้องมาดูแลเราสองคน กินเสร็จเดินผ่านร้านขายโรตี เอาเสียหน่อย พร้อมชาพม่าร้อน ๆ ตบท้าย ค่อยสบายท้องขึ้นมานิด



                                 รูประหว่างเดินทาง เป็นชนบทที่แท้จริงของพม่า


ก่อนเข้านอนแม่บุญอดไม่ได้ที่จะอ่านข้อมูลคร่าว ๆ ของทะลสาบอินเลที่เราจะไปชมกันพรุ่งนี้เช้า อย่างน้อยก็จะได้เก็บเป็นข้อมูลเผื่ออะไรจะขาดตกไป เราจะพักที่นี่กันสองคืนสามวัน แล้วจึงจะเดินทางต่อ มาดูข้อมูลกันหน่อยว่าเป็นยังไง

จาก ตองอู ไป ทะเลสาบอินเล

๒๓ มกราคม ๒๕๕๒

ตองอู ทะเลสาบอินเล

12/6/53

จาก พระธาตุอินทร์แขวน -ไป ตองอู ( ต่อ )

เราแวะกินข้าวกลางวันกันข้างทางที่ร้านอาหารในอำเภอใหญ่แห่งหนึ่ง ผู้คนดูจะให้ความสนใจกับเราสองคนเป็นพิเศษ เชื่อไหมว่า เขาคิดว่าแม่บุญเป็นไกด์พาฝรั่งไปเที่ยว หน้าตาเข้าตากรรมการจริง ๆ ถูกทักเป็นสาวพม่าตั้งแต่ไปไหว้พระธาตุ มาวันนี้อีก ไซอธิบายให้เราทั้งคู่ฟังพร้อมแอบหลิ่วตาล้อแม่บุญ แต่แหม่..ไหน ๆ ก็หน้าคล้ายพม่าแต่เวลาจ่ายตังค์ ไหงคิดราคาต่างชาติก็ไม่รู้ ??


เราออกเดินทางต่อ ไม่บอกก็คงรู้เนาะว่าเราสองคนกินข้าวผัดใส่วิญญานไก่ ก็มันไม่มีอะไรที่ง่ายและสะอาดมากไปกว่านี้แล้ว บ่ายแก่ ๆ คณะเราก็มาถึงโรงแรมที่ตองอู ทีแรกมิเชลอ่านเจอในหนังสือเกี่ยวกับโฮมสเตย์ที่อยู่นอกเมืองออกไปไม่ไกล แต่พอไปเห็นแล้วเราก็ต้องเปลี่ยนใจเพราะอยู่ในสวน ยุงชุมเหลือใจ แค่ไปเดินดูยังบินเกาะกันมากมาย ตกลงไซก็พาไปพักที่โรงแรมเล็กๆ ที่บริษัทจองไว้ให้แล้ว


บ้านสองชั้นข้างหน้าเราสองคน เหมือนบ้านที่ต่างจังหวัดในเมืองไทยไม่มีผิด มีห้องพักสี่ห้องๆ ที่เราพักอยู่ชั้นสอง พื้นกระดานไม้มันเป็นเงา ห้องนอนกว้าง เตียงสะอาด ห้องน้ำพอใช้ได้ เราพักแค่คืนเดียว แล้วจะกลับมาพักอีกครั้งตอนกลับ ยังพอมีเวลา ล้างมือล้างไม้เสร็จก็เลยคิดจะเข้าไปดูในตัวเมืองเสียหน่อย เราเรียกรถถีบคล้ายจักรยานแต่ด้านข้างและด้านหลังมีที่นั่ง แปลกและเก๋ดีขอลองเสียหน่อย เราสองคนถูกมองตลอดทาง จนไปถึงตลาด...

จาก พระธาตุอินทร์แขวน -ไป ตองอู

๒๒ มกราคม ๒๕๕๒


เราตื่นกันตั้งแต่ตี ๕ แม่บุญรีบไปกราบพระธาตุขอพรท่านก่อนเดินทาง พึ่งรู้ว่าเราสามารถขึ้นรถมาถึงตีนพระธาตุได้เลย แต่อาจจะเฉพาะช่วงเช้าเพื่อนำชาวบ้านลงเขาไปทำงาน และแวะรับบางคนที่ต้องขึ้นมาทำงานเป็นลูกหาบ แต่ช่วงกลางวันไม่รู้

ที่ตื่นกันแต่เช้าเพราะต้องใช้เวลาเดินทางกัน ๗ ชั่วโมง เพื่อไปเมืองตองอู แต่จุดมุ่งหมายจริง ๆ ของเราคือทะเลสาบอินเล ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางร่วม ๑๐ กว่าชั่วโมง เราจึงต้องแบ่งครึ่งทางพักยกก่อน ถนนหนทางในพม่าไม่ได้ดีอย่างที่คิด บางแห่งยังเป็นหินลูกรังดินสีแดงเถือก พอลงรถที นึกว่าฝรั่งสาวมาจากไหน เพราะหัวแดงโดยไม่ต้องย้อม เสื้อผ้าที่ซักเองเวลาใส่ลงในน้ำสีแดงเช่นกัน


เริ่มเดินลงเขา ตอนลงเนี่ยสบายจังไม่ต้องออกแรงมากมายเหมือนตอนขึ้น แถมลมเย็นสบายเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ ที่สำคัญไม่มีลูกหาบมารอรบเร้าให้รำคาญใจ ระหว่างทางก็ได้เห็นชีวิตประจำวันของคนที่นี่ เช่น แม่ค้าสาวนำพืชผักสวนครัว ยังมีเป็ด ไก่ ปลา ที่หาได้เอาใส่กระบุง ใส่กะละมัง มาขาย เครื่องชั่งเป็นแบบมือถือ นั่งยอง ๆ ต่อรองกันข้างทางนั่นแหละ บางคนหาบน้ำเป็นปีบแบบสมัยบ้านเราเมื่อก่อน ตัวก็ผอม ๆ ต้องเดินเอียงไปมากว่าจะถึงที่หมาย แล้วจะให้พวกเขาอ้วนได้อย่างไร ทำมาหากินกันตัวเป็นเกลียวจริง ๆ


ข้าง ๆ ทางยังมีร้านขายอาหาร ขายเครื่องดื่มกันหลายจุด ได้อ่านจากผู้ที่ได้ท่องเที่ยวที่นี่บางคนเล่าว่า ลูกหาบที่รับจ้างแบกคนขึ้นเขาจะแกล้งเหนื่อยและมานั่งหน้าร้านเพื่อให้คนถูกหาบเห็นใจ

แล้วก็จะซื้อน้ำสารพัดอย่างให้ดื่ม แต่พวกเขาไม่ดื่มหรอก เก็บไว้ในกระเป๋า เอาไว้มาขายคืนตอนทำงานเสร็จ อันนี้แล้วแต่ใครจะใจดีมากน้อยแค่ไหน..


ตอนเดินขึ้นมัวแต่ตาลายเพราะเหนื่อยเลยไม่ได้สำรวจ ไม่ได้มองอะไรเลย ที่เห็นขายกันเยอะก็เลอะเพ็ตโตะ หรือ ยำสารพัดถั่วพม่า ที่บอกว่าอร่อยกันนักนั่นแหละ แต่ยังไม่กล้าลองอยู่ดี พืชสมุนไพรหน้าตาแปลก ๆ ก็เยอะ แต่ไม่รู้จักสักอย่าง มีงูดองเหล้าด้วย ที่สุดเราก็เดินมาจนถึงโรงแรมที่ฝากรถไว้ กะคร่าว ๆ น่าจะสิบโมงกว่า แล้วไซ กับรถคู่ใจก็นำพาเราเดินทางออกจากที่นั่น ตรงดิ่งเข้าทางซุปเปอร์ไฮเวย์ ที่พึ่งสร้างใหม่แต่ยังไม่เสร็จและยังไม่เปิดให้ใช้เป็นทางการ...

อ้าว...แล้วไกด์ไซของเราทลึ่งมาขับที่นี่ได้ไง หนุ่มไซ ยิ้มพร้อมยืดอกนิด ๆ บอกว่า ดูป้ายอนุญาตนี่สิ รัฐบาลอกให้พิเศษเพราะเจ้าของบริษัทรู้จักกับท่านหัวหน้า เลยได้ใบผ่านทางมาวิ่งรถได้อย่างสบายใจบนไฮเวย์ที่วิ่งได้ราบเรียบเพราะใหม่เอียมละออ แถมยังไม่มีฝุ่นให้รำคาญใจ คิดดูนี่ทางโฮเวย์ยังวิ่งกัน ๗ ชั่วโมง ถ้าทางธรรมดาจะใช้เวลาเท่าไหร่

สองข้างทางที่เห็นแทบจะไม่มีบ้านเรือนเลย มีบ้างนาน ๆ ครั้ง ถนนตัดผ่านทุ่งนาอย่างง่ายดายไม่มีเขา มีโค้งให้หลบ ไม่มีปั้มน้ำมัน, 7-11 ไม่มีอะไรเลยนอกจากทุ่งนาสุดลูกหูลูกตา และรถที่ใช้ในการก่อสร้างเท่านั้น ขับ ๆ ไปอาจจะทะลุเข้าชายแดนไทยเสียก็ไม่รู้ หลายครั้งที่อยากเข้าห้องน้ำ แต่ต้องทนเพราะไม่มีอะไรในก่อไผ่จริง ๆ จะขอยอง ๆ ข้างทางก็ไม่มีร่มไม้ให้พอจะบังได้ มิเชลนั่งฟัง mp 3 อย่างสบายใจสลับกับการหลับเป็นระยะๆ แม่บุญเองก็เช่นกัน


ในที่สุดเราก็หลุดออกมาจากไฮเวย์ ไซขับรถพาไปดูเมืองใหม่ ที่สร้างขึ้นโดยรัฐบาล โดยดูเหมือนจะกลายเป็นเมืองของผู้มีอันจะกินของพม่า เพราะบ้านเรือนที่สร้างใหม่ ทันสมัยเหมือนหมู่บ้านดัง ๆ แพงๆ ในเมืองไทย ถนนหนทาง การไฟฟ้า ประปา ทำใหม่หมด ถามไซว่าคิดอย่างไร เขาบอกว่าพูดไปก็เท่านั้น เพราะเขาเองและคนพม่าส่วนใหญ่ยังจนอยู่ คงไม่มีปัญญาหาเงินซื้อบ้านแบบนี้แน่ ๆ รถของบริษัทที่เขาขับเป็นรถใช้แล้วที่สั่งมาจากเมืองไทย แต่เสียถาษีแพงราวกับรถใหม่ แถมค่าน้ำมันแพงระเบิด เพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้ประชาชนฟุ่มเฟือยเลยออกกฏหมายให้เสียภาษีแพง ก็คงเป็นแบบนั้นจริง ๆ เพราะระหว่างที่เราตระลอนเที่ยวไปตามชนบทห่างไกลที่ไม่ใช่เมืองหลวง เราแทบไม่เห็นรถยนต์ส่วนตัวเลย จะมีก็เพียงเกวียนที่ใช้วัว ควาย ลากจูง หรือรถม้า นาน ๆ จะเห็นมอเตอร์ไซค์สักคันผ่านมา อ้าว..เราแอบเห็นรถเบนส์ด้วย..ของใครหว่า ?