21/10/53

Bagan

๒๙ มกราคม ๒๕๕๒

จากมัณฑะเลย์มุ่งหน้าสู่บากาน

         วันนี้ต้องเดินทางไกลกันอีกรอบใช้เวลา ๗ ช.ม นั่งรถกันก้นบานไปเลย หมดงานนี้คงต้องหาโอกาสไปออกวิ่งลดพุงที่เพิ่มขึ้นมาตามอายุขัย แม้จะบ่นว่าอาหารไม่อร่อยแต่เราสองคนก็ยังน้ำหนักเท่าเดิม หรือจะมากกว่าเดิมไม่รู้ วัน ๆ นั่งอยู่แต่ในรถ จะว่าไปเงินที่เราจ่ายไปคุ้มไหม ?? ก็ทั้งคุ้มและไม่คุ้มแหละ เล่นนั่งรถทั้งวันแบบนี้เสียเวลาไปถึงที่หมายช้ากว่าเดิม แต่ก็นั่นแหละ..ระหว่างทางเราได้เจอะเจอชีวิตผู้คนแบบจริง ๆ ไม่ใช่แบบผ่าน ๆ ดูรูปที่ถ่ายเเป็นหลักฐานได้เป็นอย่างดี เพราะหาที่ไหนไม่ได้แล้ว
 
       งานนี้แม่บุญกดชัตเตอร์แบบไม่นับ เพราะคิดว่าจะไม่กลับมาอีก ก็แหม่..โลกนี้กว้างใหญ่ยังมีที่ให้ไปดูอีกเยอะแยะ ไม่งั้นเราจะอยู่เที่ยวทำไมกันนมนาน ถ้าจะเที่ยวแบบชะโงกทัวร์ที่เขาทำกัน ป่านนี้เราก็เผ่นกลับบ้านไปแล้ว

       ว่าแล้วเราก็ออกเดินทางกัน ๘ โมงตามเวลานัด ชอบคนพม่าอย่าง เช้า ๆ อย่างนี้การจราจรในเมืองใหญ่ย่อมจอแจเป็นธรรมดา แต่ที่เห็น ๙๐% เป็นรถจักรยาน มอเตอร์ไซค์มีบ้างเหมือนกัน แล้วก็รถยนต์ซึ่งน้อยมาก ส่วนมากเป็นรถเมล์ รถรับจ้าง อากาศเลยดี ชายพม่านุ่งโสร่งใส่เสื้อแขนยาวถีบจักรยาน บางครั้งมีเด็ก หรือผู้หญิงซ้อนท้าย ที่สำคัญทุกคนจะถือปิ่นโตขนาดเล็ก ๒ ชั้น ใส่ข้าว กับข้าวไปกินที่ ๆ ทำงาน จะหาแบบนี้ได้ที่ไหนอีก เมืองไทยเราไม่มีมานานแล้ว หิวก็แวะร้านข้างทาง ใครเอาปิ่นโตห่อข้าวจากบ้านคงถูกโห่น่าดู..เรื่องดี ๆ กลับมองว่าขี้เหนียวบ้าง ไม่เอาเพื่อนฝูงบ้าง เรื่องค่านิยมเนี่ยทำให้หลาย ๆ คนติดหนี้สินกันบานเพราะเอาอย่างคนอื่น ตามที่เห็นคนอื่นเขาทำโดยที่ไม่มองตัวเอง มองความเป็นจริงและที่สำคัญไม่ยอมรับความจริง จนก็ยอมรับว่าจนเหมือนแม่บุญ ใครจะว่ายังไงก็ช่างเขา เราไม่มีหนี้สินให้ต้องคอยหลบหน้าเจ้าหนี้ก็แล้วกัน ชีวิตนี้สุขใดไหนจะเท่า…จริงไหม๊ ??

บากาน หรือ พุกาม ดินแดนแห่งป่าเจดีย์หรือทะเลเจดีย์




                                                      ทะเลเจดีย์ที่บากานหรือพุกาม

รถขับผ่านที่แห่งหนึ่ง ดินแดงปลิวว่อน ฝุ่นคลุ้งตลอดทาง แทบไม่มีบ้านชาวบ้านเลย คงเป็นเพราะไกลจากแหล่งน้ำด้วย นาน ๆ จะเห็นบ้านสร้างด้วยไม้ไผ่สักหลัง ใกล้ ๆ กันเป็นบ่อน้ำบาดาล แต่รอบ ๆ ดูแห้งแล้งจริง ๆ อากาศร้อนอบอ้าว เรานั่งไปหลับไป ตื่นบ้างตามเสียงบีบแตรของไซ แล้วแม่บญก็เหลือบเห็นเด็กเดินกันอยู่สองสามคน บอกให้ไซจอดรถว่าจะเอาขนมให้ ไซบอกว่าจอดไม่ได้อันตราย เราไม่รู้ว่าพ่อ แม่ที่เดินตามมาห่าง ๆ จะทำอะไรนักท่องเที่ยวหรือเปล่า อย่าลืมว่าพวกเขาจนมาก ทำได้ทุกอย่าง ได้ยินแล้วก็หัวหด เลยค่อย ๆ เปิดหน้าต่างรถหย่อนขนมลงไปสามสี่ห่อ เด็ก ๆ เห็นรีบวิ่งมาแย่งกันทันที ขอให้อร่อยนะหนู ฉันทำได้ดีที่สุดแค่นี้แหละ



                                           ถนนหนทางในชนบทของพม่า

เกือบบ่ายไซจอดรถพักเครื่อง ถือโอกาสกินข้าวด้วย ร้านเล็กๆ ในเมืองเล็ก ๆ คนมองเราอีกตามเคย แต่คราวนี้มาแปลก เพราะเขาคิดว่าแม่บุญเป็นไกด์ ไซขับรถ และพานักท่องเที่ยวมาเที่ยว ว่าเข้านั่น แม่บุญสวยเหมือนสาวพม่าอีกแล้วดีใจจริง อาหารหลักของเราที่สั่งไม่พ้น ข้าวผัดสองจาน น้ำชา หรือ กาแฟ และ น้ำเปล่าหนึ่งขวด เป็นสูตรที่ไซรู้โดยไม่ต้องมีการทบทวนหลายครั้ง กินเสร็จก็เผ่น..ไม่ใช่ก็เดินทางต่อ ถ้านั่งเครื่องป่านนี้นอนตีพุงในห้องสบายไปแล้ว



                                             รถยนต์ที่เห็นก็มีแต่รถประจำทางเท่านั้น

รถคงมาไกลมาก ๆ แล้วบางช่วงมีขึ้นเขาด้วย ตอนขึ้นเขาเราเห็นฝรั่งสองคนหญิง ชาย ปั่นจักรยานขึ้นเขา แม่เจ้าโว้ย..ช่างมีความพยายามกันจริง ๆ ถ้าปั่นที่เมืองไทยยังพอว่า แต่นี่..พม่า มิเชลบอกว่าท่าทางเหมือนชาวเนเธอร์แลนด์..ท่าจะจริง ประเทศนี้พื้นที่เขาลาดต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ไม่มีภูเขาให้ขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ที่นี่ทั้งภูเขา ทั้งถนนที่ขุรขระ คิดผิดหรือเปล่าหนอเพื่อนที่มาถีบจักรยานกลางแดดจ้าแบบนี้ ขอให้ไปถึงที่หมายแบบลมไม่ใส่กลางทางก็แล้วกัน

 ตามรายการทัวร์ เราจะพักที่นี่สองคืนสามวัน แล้วย้อนกลับทางเดิมเพื่อไปย่างกุ้งและกลับเมืองไทย แค่คิดว่าจะต้องนั่งรถกลับทางเดิมก็เหนื่อยแล้ว ตกลงกันแล้วนี่ ทำไงได้ อ้อยเข้าปากช้างแล้ว ป่านนี้กลายเป็นอึช้างกองโตแล้วกระมัง และแล้วเราสองคนก็มาถึงโรงแรมที่พัก ที่อยู่ที่บากานใหม่..เขามีเมืองเก่ากับเมืองใหม่ เราผ่านเมืองเก่ามาแล้ว แต่ที่แน่ ๆ โรงแรมนี้ไกลจากชุมชนจัง เพราะมีบ้านเรือนใกล้ ๆ ไม่กี่หลัง เราลงรถแล้วไซก็พาเข้าไปในตัวโรงแรมซึ่งเป็นเพียงบ้านชั้นเดียว แต่มีบริเวณกว้าง เลยสร้างห้องพักอีกสามสี่ห้องถัดออกไป ที่พักใหม่ใช้ได้ สะอาดพอสมควร แต่ติดที่ว่ามันไกลจากตัวเมือง..ว่าแล้วแม่บุญก็เริ่มรายการสัมภาษณ์

แม่บุญ…เข้าไปในเมืองไกลไหม ??







เจ้าของโรงแรม…ไม่ไกลเท่าไหร่..แต่ต้องนั่งรถไป เพราะไกลเหมือนกัน


แม่บุญ….อ้าว..แล้วบอกว่าไม่ไกล มันยังไง แล้วถ้าเราจะอยากดูบ้านเมืองตอนกลางคืนทำไงจ๊ะ ? เรียกไซ..


มิเชลบอกว่า ..เกรงใจไซ ขับรถเหนื่อยมาทั้งวัน อยากเดินดูเองมากกว่า


แม่บุญ..ไซ..มีโรงแรมอื่นที่มีคอนแท็กกับบริษัทเธอหรือเปล่า เอาที่อยู่ในเมืองหน่อย


ไซ..ผมไม่รู้ เดี๋ยวจะโทรถามเจ้านายให้ ว่าแล้วก็คุยภาษาพม่ากันยืดยาว


เจ้าของโรแรม..ไม่มีที่อื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้ว อีกอย่างเขาจองมาแล้วก็ต้องพัก ไม่งั้นก็ต้องจ่ายเงินเหมือนเดิม


แม่บุญ…ฉันทำงานเป็นผู้จัดการห้องพักโรงแรมมาสิบกว่าปี รู้ดีว่าคอนแท็กมันเป็นยังไง บริษัทเขาไม่แฟร์ที่ไม่ให้เราเลือก ทั้ง ๆ ที่เรามีสิทธิ์เลือกตามที่เราต้องการ ในราคาที่เราจ่าย ตอนนั่งรถผ่านมาฉันเห็นมีป้ายโฆษณาโรงแรมเยอะแยะ บอกว่าไม่มีได้ไง





     ถึงตอนนี้ไซเริ่มหน้าเสีย มีการโทรคุยกันอีกนานกับเจ้านาย แม่บุญกับมิเชลยืนยันที่จะขอเปลี่ยนโรงแรมเพราะเราพักตั้งสามวัน แม้ไซจะยืนยันที่จะขับรถรับ ส่งตามหน้าที่ แต่เราก็ยืนกระต่ายขาเดียวเช่นกัน ในที่สุดเราก็ขึ้นรถไปหาโรงแรมใหม่ เล่นเอาเจ้าของโรงแรมหัวเสีย โทรไปต่อว่าเจ้านายของไซยืดยาว .. แม่บุญ..จะยอมก็ต่อเมื่อเห็นว่าเขาไม่เอาเปรียบเราเกินไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เริ่มเอาเปรียบ แม่บุญก็มีวิธีจดการขั้นเด็ดขาดเช่นกัน เงินของแม่บุญหามาลำบาก จะเอามาทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ แบบไม่รู้คุณค่าของเงินได้ไง อีกอย่างเราพักมาสิบกว่าวัน ผ่านมาหลายเมือง พอจะรู้ว่าแต่ละแห่งที่เราพักราคาไม่แพงเลย ยิ่งมีคอนแท็กกับบริษัททัวร์ ราคายิ่งถูก เงินที่เราจ่ายไปสองคนพันกว่าดอลล่าร์ มันน่าจะได้อะไรที่ดีกว่านี้สิ…



        ไซ..ขับรถพาเราสองคนตระเวณหาโรงแรมที่พักหลายแห่ง จนมาถึงแห่งสุดท้ายที่ท่าทางดีหน่อย ห้องกว้าง ห้องน้ำสะอาดพอใช้ได้นับว่าดีกว่าที่อื่น ๆ ที่ผ่านมา หลายแห่ง ไซ..ดูจะโล่งอกกับการตัดสินใจของเราสองคน แม้จะบ่นกลาย ๆ ว่าเจ้านายบอกว่าที่นี่ราคาแพงกว่าที่อื่น ๆ ที่เขามีคอนแท็กกัน ทำไงได้หล่ะในเมื่อแต่ละแห่งที่พาไปดู ทั้งห้องเก่าและไม่สะอาด บางทีมีแมลงสาบออกมาสวัสดีเราด้วย จะว่าเรื่องมากก็ต้องยอมรับ..



     ไซ..มีเบี้ยเลี้ยงค่าที่พัก และอาหารต่อวัน แต่ไซเลือกที่จะกินซุปกับนอนบ้านเพื่อนบ้าง โรงแรมถูก ๆ เก่า ๆ บ้าง เพราะจะเก็บเงินเอาไว้เลี้ยงลูกเมีย ถึงได้ผอมแห้งแรงน้อย บางครั้งเราสองคนก็เลี้ยงข้าวเขาตอบแทนที่ขับรถให้เรานั่งทั้งวัน แม้เขาจะได้เงินเดือนแต่ก็น้อยเหลือเกิน




              ค่ำนั้นเราสองคนเดินเล่นจากโรงแรมไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง จัดได้สวยงาม สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยว มีการจุดเทียนให้แสงสว่างตามโต๊ะดูโรแมนติคดีอีกต่างหาก ไซ.ขอไปกินที่อื่นตามเคย มิเชลสั่งเนื้อแพะใส่เครื่องเทศ มันฝรั่ง หน้าตาออกมาเหมือนมัสมั่นไม่มีผิด แม่บุญกินไก่กับเครื่องเทศ กับผัก แล้วยังมีเบียร์พม่าด้วย รสชาติอาหารไม่เลว นับว่าดีที่สุดตั้งแต่มาเที่ยวพม่า หลังอาหารเราเดินเล่นย่อยอาหารไปในตัวจนถึงที่พัก และหลับเพราะความเหนื่อยจากการนั่งรถทั้งวัน ..พรุ่งนี้เราจะเริ่มตระเวณเที่ยวเจดีย์เก่าแก่ที่มีมากมายนับพันองค์กัน ฝันของแม่บุญเป็นจริงอีกแล้ว…


                                              บ้านสร้างด้วยไม้ไผผ่ระหว่างทาง

 



                                                     น้ำบาดาลที่ชาวบ้านเขุดบ่อไว้ใช้

4/10/53

สะพานอูเป็ง U-Pein Bridge 2

ใกล้ ๆ กันมีคนขายปุต้มสีส้มจัดน่ากิน ก้ามปูใหญ่มากทั้ง ๆ ที่เป็นปูน้ำจืด พี่แกไม่ยักเอาไปดองเอาไว้ใส่ส้มตำเนาะ น่าจะขายดีกว่านี้  หรือจะทำปูเค็มดอง เอาไว้ทำหลนปูเค็มไม่เลวเหมือนกัน ไปเดินดูวิวต่อดีกว่า แม่บุญเดินลงบันไดลงไปในไร่ข้าวโพดเก็บภาพสวย ๆ ต่อ มีนักท่องเที่ยวสามคนขอดูรูปที่ถ่าย หนึ่งในนั้นบอกว่าสวยกว่าที่เห็นเขาถ่ายกันทั่ว ๆ ไป ..ยืดไปเลยแม่บุญ

                                              ชีวิตชาวบ้านพม่าที่สะพานอุเบ็ง


                                               เห็นแล้วอยากนั่งเรือชมพระอาทิตย์ตกดิน

                               เด็กน้อยชาวพม่าที่แม่พามาเดินเล่นแถว ๆ สะพาน

ไปยืนดูชาวสิงคโปร์สามสาวลงเรือไปดูพระอาทิตย์ตก อิจฉาจัง แต่ไปคนเดียว..แพง ไม่เอาดีกว่า พอดีคนแจวเรือหันมาเห็นแม่บุญถามว่ามาจากไหน จากเมืองไทยจ้า อ้อ..ไม่ลงเรือดูพระอาทิตย์ตกรึ ?? ไม่เอาหรอกจ้า..แพง ไม่มีเงินพอจ่าย แล้วแม่บุญก็ยืนโบกมือลา




                                              ข้างล่างสะพานเป็นไร่ข้าวโพด

กำลังถ่ายรูปอย่างเมามัน คนแจวเรือคนนั้นกวักมือเรียกให้รีบ ๆ ไปลงเรือดูวิว ค่าเรือจะลดให้...บุญบันดาล อีกแล้ว งานนี้กระโดดลงเรือแทบไม่ทัน โถ..อุตส่าห์ใจดีรีบแจวเรือเร็ว ๆ เพื่อส่งสามสาวขึ้นฝั่ง แล้วหันหัวเรือมารับแม่บุญไปดูวิวด้วยราคาพิเศษอีกต่างหาก จะเรียกว่าถูกชะตากันคงไม่ผิด เขาแจวเรือหันซ้าย ขวา หน้า หลัง อย่างที่แม่บุญกำกับเพื่อให้ได้ภาพสวย ๆ ถ่ายเสร็จก็ให้แกดู แกหัวเราะชอบใจบอกว่าสวยมาก ๆ แล้วก็แจวเรือเข้าฝั่งเพื่อส่งแม่บุญ ถามได้ความว่าแต่งงาน มีลูกหลายคน แต่ทำมาหากินไม่พออยากไปทำงานที่เมืองไทย..โถ.แล้วจะช่วยได้ยังงัยเนี่ย ตกลงแม่บุญจ่ายค่าจ้างแถมทิปอีก ไป ๆ มา ๆ ก็ต้องจ่ายแพงกว่าราคาเหมา สงสารแกหากินคนเดียว แกยิ้มและกล่าวขอบคุณ แล้วเราก็ลากัน..ไม่รู้จะได้พบกันอีกเมื่อไหร่


                               แม่บุญยิ้มแป้มแล้นได้นั่งเรือสมใจ


คนพายเรือ



                         ภาพพระอาทิตย์ตกดินที่ทุกคนตั้งตารอชม สวยเกินบรรยายจริง ๆ

                                             ใครอยากไปดูเหมือนแม่บุญบ้างสวย ๆ แบบนี้

                                                     อีกครั้งกับภาพตะวันตกดินที่สะพานอูเบ็ง

แม่บุญลงเรือแล้วยิ้มร่าไปหามิเชลกับไซ ยังไม่ได้เอ่ยปากเล่า ก็ถูกไซบอกว่าให้รีบ ๆ ไปขึ้นรถเราต้องออกจากพื้นที่นี้ให้เร็วที่สุด เกิดอะไรขึ้น ?? แม่บุญถาม มิเชลเองก็หน้าไม่ดี ตกลงเลยรีบกระโดดขึ้นรถกันทั้งสามคน รถออกตัวได้เร็วผิดกว่าทุก ๆ ครั้ง ไซ..ท่าทางไม่ดี มิเชลเล่าให้ฟังว่า หลังจากแม่บุญเดินไปดูวิว เขาก็นั่งดื่มเบียร์กับไซ คุยกันอย่างสนุกสนาน สักพักเด็ก ๆ แถวนัั้นก็เข้ามาร่วมวงด้วย มิเชลพูดภาษาพม่าตามที่พวกเขาบอก เลยสนุกกันใหญ่ หารู้ไม่ว่าถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่ ๆ ไม่ได้แต่งเครื่องแบบ เขาไม่ชอบให้คนของเขามาพูดคุยกับคนต่างชาติมากนัก ไซเลยถูกเรียกไปคุย สักพักวงก็แตก พอดีแม่บุญมาเลยพากันเผ่น ...นี่แหละ..มาเที่ยวที่นี่ไม่ใช่บ้านเรา ทำอะไรต้องระวัง ...




ไซ.เงียบไปเยอะ คงกลัวจะถูกรายงานไปที่บริษัท เราสองคนได้แต่ปลอบใจว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด หากมีอะไรเกิดขึ้นเราจะเป็นพยานให้ เขาถึงได้ดีขึ้นบ้าง ไซไปส่งที่โรงแรม ล้างหน้า ล้างมือเสร็จเราสองคนก็ออกเดินไปตามถนนหาข้าวกิน ไปเจอร้านอาหารมังสวิรัติ คนเยอะน่าจะใช้ได้ สั่งผัดผักมาสองจานกินกับข้าว อร่อยเป็นมื้อแรกแบบไม่กลัวท้องเสียเพราะไม่มีเนื้อสัตว์

เราเดินคุยกันเรื่องสะพานอูเป็งที่สวยงามจนมาถึงโรงแรม อาบน้ำ จัดกระเป๋า พรุ่งนี้ต้องเดินทางไกลอีกครั้ง เพื่อไปเมือง บากาน หรือ พุกาม นั่นเอง


                               ภาพสุดท้ายก่อนลา..สะพานอูเบ็ง เมื่อไหร่จะได้พบกันอีก

                                

สะพานอูเป็ง U-Pein Bridge

ออกจากวัดเรานั่งรถม้าผ่านทุ่งนาไปยังหอคอยสูงกลางทุ่งนา เขามีไว้เพื่อปีนดูข้าศึกที่บุกเข้ามาที่นี่เมื่อครั้งมีสงคราม เราปีนขึ้นไปสูงสุดหอคอย ยังไม่วายมีคนขายของที่ระลึกปีนตามไปขายถึงยอดหอคอย เป็นยอดนักขายกันจริง ๆ แต่เราสองคนไม่ใจอ่อนเพราะหากซื้อทุกแห่ง ขากลับเราคงซื้อกระเป๋าอีกใบใส่ของทั้งหมดแน่ ๆ






สังเกตุไหมว่าแม่บุญไม่ท้องเสียแล้ว ตั้งแต่ได้ยามา คราวนี้เรื่องใหม่..ไม่เข้าห้องน้ำแทน เกิดมาเป็นคนนี่เรื่องมากจริง ๆ แต่ก็ยังดีกว่าท้องเสียตลอดทางเหมือนสอง สามวันที่ผ่านมาแหละน่า เที่ยงวันนี้จำไม่ได้ว่ากินอะไร ที่ไหน เพราะไม่มีอะไรประทับใจเรื่องกิน ๆ อะไรก็ต้องคอยระวัง เพราะรัฐบาลไม่ให้ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่เช้ายันเย็น หมู หมา กา ไก่ เน่าเสียหมด ใครจะกล้าเสี่ยงอีก



                                                                  นั่งรถม้าชมหอคอย
 
 
                                               สาวน้อยนักขายเดินตื้อมิเชลบนหอคอย

บ่ายสี่โมงเย็นที่ไซขับรถพาเราไปที่ สะพานอูเป็ง U-Pein Bridge ซึ่งเป็นสะพานอายุเก่าแก่กว่า ๒๐๐ ปี ทำด้วยท่อนซุงไม้สักล้วน ๆ ที่นำมาจากเมืองอังวะ ในสมัยที่ย้ายราชธานีมายังอมรปุระ สะพานมีความยาว ๑๕๐๐ เมตร เชื่อมระหว่าง อมรปุระกับอังวะ ผ่านทะเลสาบต่องตะมาอิน ในทะเลสาบยังมีชาวบ้านออกเรือหาปลา เดินสำรวจรอบ ๆ เห็นแม่ค้าขายปลานิลตัวขนาดกลางเป็นพวง ๆ ปลายังดิ้นอยู่เลย

                                           ปลานิลที่จับกันได้

เรามาถึงยังไม่ได้เวลาสำคัญคือ พระอาทิตย์อัสดงซึ่งวิวสะพานและทะเลสาบจะสวยมาก เลยต้องนั่งรอเวลาพระอาทิตย์ตกดินกัน มิเชลดื่มเบียร์พม่ากับไซ แม่บุญดื่มน้ำมะพร้าวตามเคย สักพักแม่บุญก็ขอไปเดินถ่ายรูปรอบ ๆ บริเวณสะพาน มิเชลเจ็บเท้าเดินดูนิดหน่อยก็กลับไปนั่งคุยกับไซและชาวบ้านแถวนั้น


                                         ชาวบ้านใช้สะพานอูเบ็งในการข้ามทะเลสาบ


แม่บุญเดินถ่ายรูปไปถึงกลางสะพาน หยุดยืนดูเขาขายภาพเขียนจากหมึกสีดำและใบมีดโกน ไม่ใช่พู่กันนะ วิธีการลงสีแล้วใช้ใบมีดโกนปาดให้เป็นรูปวิวต่าง ๆ ตามจินตนาการสุดยอดจริง ๆ พึ่งเคยเห็นนี่แหละ จำได้ว่าสิบกว่าปีมาแล้วไปเที่ยวเวียนนาคนเดียว เห็นชายคนหนึ่งใช้กรรไกรเล็ก ๆ ตัดกระดาษให้เป็นรูปที่มีคนยืนเป็นแบบให้ ครั้งนั้นก็ตาโตเป็นไข่ห่านเพราะไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นกัน




                                  เรือที่ชาวบ้านใช้หาปลาและรับจ้างล่องดูพระอาทิตย์ตกดิน

21/9/53

วัดชเวนันดอ Shwenandaw Temple

                   แล้วเราก็ออกมาเดินทางต่อ รถมาจอดที่ท่าเรือเล็ก ๆ มีเด็กมาขายของที่ระลึกตามเคย นั่งเรือข้ามฟากไปสักห้านาทีไปอีกฝั่งน้ำ ที่นั่นมีรถม้ามากมายเรียงรายรอให้บริการอยู่ เราขึ้นรถม้าคันละสองคน เพราะทางที่ไปขุรขระ ถนนเป็นดินลูกรังไม่ใช่ถนนให้รถวิ่ง ขนาดม้าเรายังนั่งสั่นไปทั้งตัว เพื่อไปดูวัดที่สำคัญมากอีกแห่งหนึ่งของชาวพม่า




วัดชเวนันดอ Shwenandaw Temple

                      เป็นวัดที่พระเจ้าสีป่อ ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าเป็นผู้สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๓ โดยนำเอาพระตำหนักบรรทมของพระเจ้ามินดงมาสร้างเป็นวิหาร มีการปิดทองประดับกระจกทั้งอาคาร แต่วันเวลาผ่านไปทำให้ทรุดโทรมลงไปมาก งานศิลปะการแกะสลักไม้ที่งดงาม หาที่ใดไม่ได้อีกแล้ว ตอนที่ไปถึง มีพระหนึ่งรูปกำลังสอนเด็ก ๆ ชาวพม่าให้อ่าน เขียนหนังสือ ภายในวิหารที่มีแสงส่องผ่านเพียงน้อยนิด เด็กบางคนยังเล็กมากก็นอนหลับกับพื้นไม้กระดานแผ่นใหญ่นั่นเอง เห็นแล้วน่าสงสารมาก ทางวัดคงต้องการเครื่องปั่นไฟ สอบถามไซ ๆ บอกว่าใช่ คิดยู่ในใจว่าสักวันจะกลับมาพร้อมกับเครื่องปั่นไฟให้เด็ก ๆ ได้เรียนหนังสือกัน แต่ไม่รู้จะได้ไปเมื่อไหร่


เสาแต่ละต้นใหญ่ ๆ ทั้งนั้น
หีบแกะสลักทำจากไม้สัก

งานฝีมือแกะสลักอันยิ่งใหญ่




เด็ก ๆ เรียนหนังสือภายในโบสถ์มืด ๆ



ไซทีห้า ไกด์หุ่นผอมบางของเรา  

7/9/53

วัดมหากันดายงค์

วัดมหากันดายงค์ Mahagandhayon Temple

     ตั้งอยู่ที่เมืองอมรปุระ ที่นี่เป็นทั้งวัดและมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า ประกอบด้วยพระ เณร นับ๑๐๐๐ รูป ทางวัดจึงจัดให้มีการทำบุญ ใส่บาตรพระทุกวัน เราไปถึงก่อนเวลาสักครึ่งชั่วโมง จึงมีโอกาสเดินดูรอบ ๆ บริเวณวัดอันร่มรื่น ขณะเดียวกันได้เดินผ่านสถานที่ ๆ จัดไว้สำหรับพระได้อาบน้ำชำระร่างกายก่อนฉันท์อาหารเพล ชาวต่างชาติผู้หญิงสองคนกำลังถ่ายภาพพระอาบน้ำอย่างเอาเป็นเอาตาย แม่บุญอดไม่ได้ที่จะพูดดัง ๆ ว่า เป็นการทำกิจส่วนตัว ไม่น่าจะถ่ายเพราะเสียมารยาทมาก สองสาวถึงได้หยุดโดยฉับพลัน มิเชลบอกว่าไม่ใช่เรื่องของเรา แต่แม่บุญบอกว่าใช่ เพราะฉันเป็นชาวพุทธ พระที่นี่หรือที่เมืองไทยก็เหมือนกัน เรื่องดี ๆ ทำไมไม่ถ่าย คิดกลับกันว่าหากเขาอาบน้ำแล้วมีคนมาถ่ายถึงพริกถึงขิงแบบนี้ เขาจะยอมหรือเปล่า ?


มุมมองจากด้านบนค่ะ

พระเข้าแถวรับบิณฑบาตจากญาติโยม


แล้วก็ถึงเวลาที่พระท่านเดินอย่างสำรวมเป็นแถวยาว เพื่อรับบิณฑบาตจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย แม่บุญไม่ได้ร่วมตักบาตรเพราะมัวแต่อยากจะได้ภาพสวย ๆ เสียดายเหมือนกัน ใช้เวลาไม่นานพระทั้งหนึ่งพันรูปก็เดินหายเข้าไปในเรือนที่จัดอาสนะไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
 
 
 
 
 
วัดอีกแห่งในเมืองอมรปุระ
 
 
คณะเราเดินทางต่อไปอีกวัดหนึ่งบนภูเขาสูง งานนี้ไม่ต้องเดินขึ้น ไซขับรถพาไปส่งถึงที่ เดินดูวิวรอบ ๆ วัด ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุ เดินแบบเขย่ง ๆ เพราะพื้นร้อนมาก ระหว่างทางมีศิลปินพม่านั่งวาดรูป มีอีกคนวาดจากใบมีดโกน ใช้กรีดเบา ๆ เหมือนพัดรูปออกมาสวยได้ดังใจ ทึ่งจริง ๆ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปเขาเพราะดูท่าทางแกจะไม่ชอบ
 
 
 
 
 
วัดบนภูเขาจำชื่อไม่ได้
 
 
 
มุมมองอีกด้านหนึ่ง
 
 
 
 
 ทางเดินขึ้นไปวัดดูจากแผ่นสังกะสี
 
 


ภาพวาดฝีมือช่างชาวพม่ารอบ ๆ โบสถ์




ศิลปินพม่าบนลานวัด








ไหว้พระมหามุนี เยี่ยมเมือง อมรปุระ

๒๘ มกราคม ๒๕๕๓

ไหว้พระมหามุนี
        วันนี้เป็นวันทัวร์วัดตามที่ไซบอกไว้เมื่อวาน เช้านี้แม่บุญอดไม่ไหวกินอาหารเช้าแล้วนะ หลังจากกินยาไปสองเม็ดก่อนนอน ตอนนี้ดีขึ้นมาก มิเชลบอกให้กินน้อย ๆ หน่อยเดี๋ยวท้องตกใจอาการเก่าจะกลับคืน ช่างไม่เห็นใจคนหิวข้าวบ้างเลย ว่าแล้วเราจะไปไหว้พระมหามุนีกันก่อน

      วัดมหามุนี Mahamuni Temple



ทองที่ปิดแทบจะล้นองค์พระ

 
              เป็นวัดที่สำคัญมาก ตั้งอยู่ระหว่างชานเมืองมัณฑะเลย์กับอมรปุระ วัดนี้มีชื่อว่า ปยคยี Payagyi แปลว่า วัดใหญ่หรือวัดยะไข่  แต่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า วัดมหามุนี เป็นที่ประดิษฐานของพระมหามุนีอันศักดิ์สิทธิ์ สร้างขึ้นโดยชาวยะไข่ เป็นเวลานานนับพันปี เมื่อไปถึงไซ กับมิเชลขอรออยู่ในรถ มีเพียงแม่บุญเท่านั้นที่เข้าไปกราบ เลยถอดรองเท้าทิ้งไว้ในรถจะได้ไม่เป็นภาระให้ต้องหอบหิ้วไปไหว้พระ พระมหามุนีเป็นพระพุทธรูปสัมริด ท่าประทับนั่ง สูง ๔ เมตร อนุญาตให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่จะขึ้นไปนมัสการพร้อมปิดทองได้ ส่วนผู้หญิงเขาจัดให้ต่างหากด้านล่าง ตรงกับหน้าองค์พระ ยังมีที่กั้นเป็นอลูมิเนียมสำหรับแขกพิเศษอีกด้วย แม่บุญกราบพระแล้วก็ออกมาขึ้นรถเพื่อไปยังที่อื่นต่อ เดินออกมาจากวัดเห็นเขาจัดขบวนแห่ ถามได้ความว่ามีการบวชเณรหลายรูป เลยจัดพร้อม ๆ กันเสียเลย


แม่เฒ่าจากอีกเผ่าหนึ่งของพม่ามาไหว้พระมหามุนี



                                                      ขบวนแห่นาคหน้าวัด
บรรยากาศทางเข้าวัด
สาวพม่าหน้ากลมขายลูกปัดที่ร้อยเองหน้าวัด

เด็ก ๆ ที่กำลังจะเข้าพิธีบวชนาคแต่งตัวกันแบบนี้






1/9/53

พระราชวังมัณฑะเลย์


พระราชวังมัณฑะเลย์


        ไซ..พาไปกินอาหารในร้านอาหาร หลังจากขึ้นฝั่ง จำไม่ได้ว่าที่ไหน อาหารพอใช้ได้ เราดูจากแผ่นพับที่ได้มา มีร้านอาหารน่าสนใจหลาย ๆ แห่ง ตั้งอยู่รอบ ๆ พระราชวังมัณฑะเลย์ รวมทั้งมีร้านอาหารไทยด้วยแต่เราไม่ได้ไปชิม มิเชลบอกว่าเกิดไม่อร่อยเดี๋ยวจะผิดหวัง
         หลังอาหารเราสามคนตรงดิ่งไปที่พระราชวังฯ ดูจากแผ่นพับแล้วกว้างใหญ่มาก ที่นี่ต้องเสียค่าเข้าชมคนละ ๑๐ ยูเอสดอลลาร์ แต่สามารไปชมเมือง Amarapura, Innwa, Pinya Palaik ได้ด้วย จะเรียกตั๋วเหมาคงไม่ผิด



       พระราชวังมัณฑะเลย์ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๐๒ โดยพระเจ้ามินดง กว้างและยาวด้านละกว่า ๒ กิโลเมตร แต่ถูกทำลายจนหมดสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และเกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ที่พระนางอเลนันดอ มเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้ามินดง ร่วมกับอำมาตย์เตงดาวุนคะยี กับพระนางศุภยลัตพระธิดา ก่อกรรมครั้งใหญ่ ลอบฆ่าพระเทวี พระราชโอรส และพระญาติของพระเจ้ามินดง ตายถึง ๘๐ พระศพ และขุดหลุมฝังไว้ในพระราชวังแห่งนี้เอง โดยที่พระเจ้ามินดงไม่ทรงทราบเรื่องนี้เลย...แต่หลังจากพระเจ้ามินดงสวรรคต รัฐบาลอังกฤษได้เนรเทศทั้งสามไปอยู่ที่เมืองรัตนคีรี เมืองเล็ก ๆ ในมุมไบ ประเทศอินเดีย



                                         นักท่องเที่ยวชาวพม่ากับชุดเจ้านายสมัยก่อน

             ภายในพระราชวังส่วนมากจึงมีแต่ของจำลองสร้างด้วยเหล็กดัดต่างไม้ฉลุ ฝีมือหยาบ ๆ สิ่งที่เป็นของเดิมที่ยังเหลืออยู่คือ กำแพงพระราชวัง กับป้อมรูปทรงปราสาทเท่านั้น วันที่เราไปเผอิญมีชาวพม่าหลายคนแต่งตัวเหมือนกษัตริย์พม่าสมัยก่อนและถ่ายรูปไว้ เราเลยได้มีโอกาสเห็นว่าเขาแต่งกายกันอย่างไร
 


     หลังจากขึ้นไปถ่ายภาพบนหอคอยสูง ก็ต้องวิ่งหาห้องน้ำอีกรอบทั้ง ๆ ที่ทั้งวันดื่มแต่น้ำมะพร้าวที่ซื้อที่เมืองมิงกุน เชื้อแบคทีเรียในท้องนี่ร้ายแรงจริง ๆ อีกทั้งท้องใส้เริ่มไม่คุ้นเคยกับอาหารแปลก ๆ มานาน เลยไปกันใหญ่ มิเชลกับไซ มองแม่บุญด้วยความเห็นใจ แต่ช่วยอะไรไม่ได้



หอคอย

ออกจากราชวัง เราไปชมวิวเมืองบนภูเขามัณฑะเลย์ เพื่ชมพระอาทิตย์อัสดง และชมเมืองโดยรอบ รถวิ่งไต่เขาไปนานเกือบชั่วโมง จากนั้นต้องขึ้นบันไดเลื่อนสูงมาก ๆ ขึ้นไปยังยอดเขา จากนั้นก็เดินถอดรองเท้าเดินชมวิว ถ่ายรูปกันตามแต่ชอบ นักท่องเที่ยวมากมายมาจากที่ต่าง ๆ เราเจอนักท่องเที่ยวที่พูดฝรั่งเศสกันเยอะพอสมควร ทุกคนต่างประทับใจกับการมาเยือนพม่ากันทั้งนั้น

หน้าซีดเพราะถ่ายไม่หยุด

ภายในยังมีพระพุทธรูปประดิษฐานให้คนกราบไหว้ ไกลออกไปลิบ ๆ จะมองเห็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ชื่อ ชเวยัตตอ Shwe yattaw เป็นพระพุทธรูปประทับยืน กำลังชี้พระหัตถ์ไปยังพระราชวังกลางกรุงมัณฑะเลย์ เป็นเสมือนสัญลักษณ์เตือนใจพุทธศาสนิกชนพม่าว่า ครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เคยเสด็จมายังยอดเขาแห่งนี้ ณ ที่แห่งนี้พุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรือง






เย็นนั้นเรากลับโรงแรมกันหลังพระอาทิตย์อัสดง ระหว่างทางไซเลยถือโอกาสพาไปกินอาหารพื้นเมืองของชาวพม่า ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่แม่บุญได้แต่ชิมนิด ๆ หน่อย ๆ เพราะรู้ตัวว่า ไม่นานอาหารทั้งหลายก็จะไม่อยู่ในท้องแล้ว กินไปก็เท่านั้น ทุกข์ครั้งนี้..หลายวันจริง ๆ ออกจากร้านอาหารเหมือนพระท่านจะเมตตา เพราะมีร้านขายยาตั้งอยู่ไม่ห่าง มิเชล กับ ไซ รีบเดินเข้าไปหาซื้อยาให้แม่บุญทันที โชคดีที่มิเชลรู้จักชื่อยา พรุ่งนี้..คงจะดีขึ้นนะแม่บุญ

ก่อนกลับไปไซถามว่าจะไปดูพิธีล้างหน้าพระมหามุนีหรือเปล่า ถ้าไปต้องตื่นตีสาม เพราะเขาเริ่มพิธีกันตีสี่ มิเชลกับแม่บุญบอกว่าไม่เอา เพราะหลังจากนั้นเราต้องตระลอนทั้งวันอีก สองเฒ่ากำลังหดหายไปเยอะแล้วไม่น่าจะไหว กลับไปนอนพักดีกว่า




ภาพสุดท้ายของวันอันแสนเหนื่อย