25/10/53

Bagan 3

          ระหว่างทางนั่งรถกลับได้เห็นเจดีย์ที่มากมายก่ายกอง สมกับที่ว่าเป็นทะเลเจดีย์จริง ๆ ว่ากันว่าเมื่อก่อนมีมากมายถึง เจ็ดพันกว่าเจดีย์แตู่ถกทำลายลงไปเรื่อย ๆ จนเหลืออยู่ไม่กี่พันในปัจจุบัน น่าเสียดายแทนจริง ๆ ประวัติศาสตร์คือความภูมิใจของคนในชาติ เป็นสิ่งเตือนใจให้เราเห็นถึงอดีต ความยากลำบากของบรรพบุรุษที่ได้ก่อสร้างบ้านเมืองมา หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ เราคงไม่มีวันนี้แน่นอน บ้านเมืองเราเองก็เริ่มเห็นความสำคัญของสิ่งเก่า ๆ และได้เริ่มมีการอนุรักษ์กันอย่างจริงจังมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว


                                                         ทะเลเจดีย์ที่พุกาม                                                                       

          กลับมาถึงโรงแรมมิเชลยังคงนอนอยู่บนเตียงแต่ไม่ได้หลับ ถามได้ความว่าดีขึ้น ตัวไม่ร้อนเพราะกินยา แต่ยังถ่ายอยู่บ้าง แม่บุญเล่าเรื่องที่ไปดูเจดีย์มา และบอกว่าเย็นนี้นัดกับไซว่าจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่เจดีย์แห่งใดแห่งหนึ่งเพราะเป็นไฮไลท์ของการมาเที่ยวที่นี่ที่นักท่องเที่ยวแทบทุกคนตั้งตารอ แม่บุญเองก็อยากไป แต่อยากให้มิเชลไปด้วย ตกลงแกรับปากว่าจะไปดูด้วยกัน อย่างนี้สิถึงจะเรียกเลือดสุพรรณ ไปไหนไปด้วยกัน...
 
           สี่โมงครึ่งเดินออกมาขึ้นรถ ผ่านรีเชฟชั่นพอดีเห็นผู้หญิงสองชาวต่างชาติคนคุยกันเรื่องจะไปดูพระอาทิตย์ตกและต้องการเช่ารถ ๆเรานั่งได้อีก อย่ากระนั้นเลยเรียกเขาไปดูด้วยกันดีกว่า มิเชลเห็นด้วยไม่ว่าอะไรแม่บุญเลยเอ่ยปากชวน ซึ่งเขารีบรับอย่างดีใจ ถามได้ความว่ามาจากอเมริกา คนหนึ่งท้วม อีกคนอ้วน คนอ้วนเป็นนักร้องโอเปร่า จำชื่อไม่ได้เสียแล้ว ว่าแล้วคณะเราก็ออกเดินทาง มิเชลไม่ค่อยพูดมากเหมือนเคยคงเพราะกลัวท้องเสียเหมือนแม่บุญที่กังวลเวลาไปเที่ยว เมื่ออาทิตย์ก่อนนั่นแหละ ใครจะไม่กลัวเพราะห้องน้ำสะอาดหายากเหลือเกิน

       แม้ว่าจะมีเจดีย์มากมายก่ายกอง แต่จุดที่จะชมพระอาทิตย์ตกนั้นต้องเลือกไปดูที่ ๆ จะสามารถมองเห็นทะเลเจดีย์ในมุมกว้างให้ได้มากที่สุด และมุมของพระอาทิตย์ที่จะตกอีกด้วย ไม่ใช่อยากไปดูที่ไหนก็ไป อันนี้ถ้าไกด์ที่ไปมาบ่อย ๆ จะรู้จักที่สวย ๆ เป็นอย่างดี แม้แต่ไซ ไกด์ของเรายังไม่ค่อยรู้มากเท่าไกด์อาชีพที่เขาพาแขกมาประจำ โชคดีที่คุยกัน ถามกันไปถามกันมาเลยได้รู้จุดที่ต้องไปดูที่ดีที่สุด



                                                           สวยเกินจะบรรยาย

ห่างจากเจดีย์อนันดาข้ามฝั่งมาด้านตรงกันข้าม มีเจดีย์ใหญ่ที่ไม่มีชื่อในแผนที่ แถมชื่อภาษาพม่าจำยาก ไกด์ที่ว่าเขียนชื่อเจดีย์ให้ชื่อ Bu lai Thi เมื่อคณะเราไปถึงปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวมากมายปีนขึ้นไปรอก่อนหน้านี้แล้วหลายสิบคน ห้าโมงกว่า ๆ ที่พากันปีนป่ายขึ้นไปบนยอดเจดีย์ เดินหามุมเหมาะ ๆ นั่งรอพระอาทิตย์ตก ถัดไปยังมีชาวพม่าหนุ่มแน่นมาวางขายงานศิลปภาพเขียนที่เขาหรือคนอื่นวาดสีสันสวยงาม งานนี้ลดแล้วลดอีกแต่ก็ยังไม่มีใครสนใจ ทุกคนต่างตั้งหน้ารอคอยดูภาพสวย ๆ จากของจริง พร้อมกล้องสารพัดยี่ห้อในมือทั้งแบบใหญ่โตซูมกันได้หลาย ๆ เมตร หรือจะกล้องจิ๋วอัตโนมัติ ต่างเดินหามุมกันวุ่นวาย



                                                            ใครจะยอมพลาดภาพงาม ๆ แบบนี้

ในที่สุดเวลาที่รอคอยก็มาถึง พระอาทิตย์ดวงเดียวของทุก ๆ คน ค่อย ๆ หย่อนกายลงในซอกในมุมของทะเลเจดีย์ที่กว้างสุดลูกหูลูกตา แสงสีแดงบ้าง ส้มบ้าง เหลืองบ้าง สาดส่องกระทบกับยอดเจดีย์ทำให้ภาพมีมิติ งดงามเกินกว่าจะหาคำบรรยายใด ๆ มากล่าวให้เห็นภาพอย่างที่ตาของเราเห็นในตอนนั้น นี่เองที่เป็นจุดขาย จุดเด่นของการมาเที่ยวบากาน ใครไม่มาปีนเจดีย์นั่งรอดูพระอาทิตย์ลับฟ้าบนยอดทะเลเจดีย์ แทบจะเรียกว่าเสียทีที่ได้มาพม่าเลยทีเดียว อาจจะต้องถึงกับตีตั๋วกลับไปกดซัตเตอร์ภาพงาม ๆ อีกครั้งถึงจะเรียกว่ามาถึงพม่า 

                           ประทับใจกับภาพพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุด
 
                                                     ภาพเก็บตก..หามุมเหมาะ ๆนะจ๊ะ  
           กำลังเมามันกับการหามุมถ่ายภาพ ไซ..มาเรียกอยู่ข้าง ๆ แม่บุญ ๆ ๆ ไปดูสามีเธอหน่อย ฉันว่าเขามีอาการแย่มาก เขาอาเจียนอีกแล้ว และปวดท้องมาก เรากลับกันเถอะ ได้ยินแค่นี้แม่บุญก็รีบวิ่งตามก้นไซไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งภาพงดงามทั้งหมดไว้ข้างหลัง เอาน่ามิเชลสำคัญกว่าพระอาทิตย์ตกแหละ ถ้าแกหายเดี๋ยวพามาปีนดูกันใหม่ได้ แต่ถ้าแกเป็นอะไรไป..ไม่อยากคิด
 
      พอดีกับที่สาวอเมริกันเดินสวนทางมา แม่บุญเลยรีบอธิบายให้เธอทั้งสองฟังว่าเราต้องกลับกันแล้วเพราะมิเชลอาการไม่ดี แม่บุญวิ่งมาถึงรถเห็นมิเชลนั่งหน้าซีดเป็นปลาต้มอยู่เบาะหน้า แต่แกใจแข็ง ปากแข็ง ว่าไม่เป็นไร คณะเราขึ้นรถได้ ไซก็ใส่เกียร์เร่งความเร็วทิ้งฝุ่นตลบไว้ข้างหลัง รถม้าที่วิ่งรับคนมาเที่ยวคงฉุนน่าดู วิ่งมาถึงกลางทางมองออกไปนอกรถ สีแดงเจิดจ้าของพระอาทิตย์อัสดง ทาทาบลงด้านหลังเจดีย์ทำให้เกิดสีดำ แดง ตัดกับสีของท้องฟ้า อดไม่ไหวต้องขอหยุดถ่ายสักรูปหน่อยนะมิเชล อย่าพึ่งปล่อยอะไรออกมาตอนนี้เลย สองสาวอเมริกันเองก็ร้องวี้ดว้ายในความสวยของท้องฟ้าและภาพข้างหน้า  วิ่งลงรถทำเวลาถ่ายรูปแบบไม่ต้องเล็งให้เสียเวลาเพราะภาพข้างหน้าสวยแล้ว
 
                        ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์ภาพสวยงามเหล่านี้
 
      และแล้วเราก็กลับมาถึงโรงแรม มิเชลไม่รออะไรอีกวิ่งไปอาเจียน พร้อมเข้าห้องน้ำ เดินออกมาหน้าซีดเผือด แม่บุญทำอะไรไม่ถูก สองสาวรีบวิ่งไปหายามาให้ จับมิเชลกรอกยาเสร็จก็จับให้แกนอน และคงหลับไปเพราะความเพลีย ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กินอะไรเลยทั้งวัน แม่บุญให้ไซไปหาน้ำสไบร์ทมาให้กินแก้เพลียแทนน้ำเกลือ นั่งรอดูอาการสักพักใหญ่ แม่บุญกับสองสาวเลยเดินออกไปหาข้าวกิน จะกินอะไรได้นอกจากก๋วยเตี๋ยวน้ำไม่ใส่เนื้อใด ๆ เพราะเห็นอาการของมิเชลแล้ว ทั้งยังที่ตัวเองท้องเสียก่อนหน้านี้ เล่นเอาเข็ดหลาบกับเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ทีเดียว แม่บุญกินเสร็จก็ขอตัวกลับเพราะห่วงมิเชล สองสาวก็กลับด้วย

     มาถึงโรงแรมมิเชลยังคงนอนไม่ไหวติ่ง สาธุ..หลวงพ่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่เราได้ไปกราบไหว้มาตั้งแต่เริ่มการเดินทางขอให้ช่วยดลบันดาลให้มิเชลหายจากอาการป่วยนี้ด้วยเทอญ..แม่บุญนึกอะไรไม่ออกก็ไหว้พระก่อนนอน คิดอยู่ในใจว่าตัวเองเป็นซะยังจะดีกว่าที่มิเชลเป็น เพราะแกอายุมากแล้ว ความต้านทานคงน้อยกว่าแม่บุญ อย่าให้แกเป็นอะไรมากกว่านี้เลย แล้วก็นอนลงข้าง ๆ แก จับมือแกไว้ให้กำลังใจถ่ายทอดไปให้แกได้รับรู้.. พรุ่งนี้ค่อยดูกันอีกที


 

23/10/53

Bagan 2

พุกาม..ทะเลเจดีย์

      พุกาม..ดินแดนแห่งเจดีย์ ที่ได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ( World Heritage Site ) เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนได้รับสมญานามว่า ป่าแห่งเจดีย์ ( forest of Pagodas ) สำรวจและขึ้นทะเบียนแล้วว่ามีเจดีย์มากถึง 2,217 แห่ง ในปัจจุบัน สมัยก่อนมีมากมายกว่าสี่พันแห่ง เจดีย์ในความหมายของชาวพม่าคือ สัญลักษณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะความศรัทธาจึงพากันสร้างเจดีย์ไว้มากมายอย่างที่เห็น ที่พม่า.....เดินไปทางไหนเห็นพระพม่าเต็มไปหมด แต่แปลก..แม่บุญกลับไม่ค่อยศรัทธาพระที่เดินตามนักท่องเที่ยวคอยขอเงิน เหมือนที่ไหนเอ๋ย...? แล้วแถมห้อยโหนรถแบบน่าหวาดเสียวอีกด้วย

             
                                                เจดีย์มากมายตั้งอยู่รายรอบเมืองพุกาม


                พุกามตั้งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำอิรวดี ในเขตภาคกลาง แม่น้ำนี้เป็นแม่น้ำสำคัญที่ไหลจากเหนือสู่ตอนใต้ของพม่า คู่ขนานกับแม่น้ำสาละวิน แต่พุกามกลับแห้งแล้ง และเพราะอากาศแห้งจึงทำให้เจดีย์ทั้งหลายคงสภาพยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน

เช้านี้ ตั้งแต่ตีห้า...มิเชลมีอาการไข้ อาเจียน ท้องเสียอย่างรุนแรง เอาเข้าแล้วสิ อาหารเมื่อคืนแน่นอน ขนาดว่าดูกันดีแล้ว ระวังแล้ว ก็ยังไม่วายโดนจนได้ นี่แหละผลเสียของการประหยัดไฟของรัฐบาลแบบไม่คำนึงถึงโทษที่จะตามมา เกิดเป็นคนจนไม่มีปากมีเสียง เขาว่าไงก็ว่าตาม ...สงสารคนพม่าจริง ๆ

         แม่บุญ.รีบค้นหาชาพม่าที่รีเชฟชั่นที่ทะเลสาบิอนเลให้ติดตัวมา ขอน้ำร้อนให้เขาเอามาให้ถึงห้อง จัดการชงให้มิเชลดื่ม...ผลคือ แกยังไม่ได้ล้มตัวลงนอนก็เผ่นเข้าไปอ้วกแบบแม่บุญ..เหมือนกันไม่มีผิด มิเชลเดินหน้าซีดเป็นไก่ต้มหลายน้ำออกมา นอนแผ่หลาบนเตียง สักพักก็กระโดดตัวปลิวเข้าห้องน้ำอีก ตายละหว่า..อาหารเป็นพิษชัด ๆ แม่บุญค้นหายามาให้กินอีกรอบ แต่แกอ้วกออกมาหมด..


         ชักไม่ได้การ ทำไงดี พอดีไซมารับจะพาไปเที่ยว มิเชลบอกให้แม่บุญไปกับไซ แกไปไม่ไหวและไม่อยากให้แม่บุญเสียโอกาส ไหน ๆ ก็จ่ายตังค์เขาไปหมดแล้ว เล่นเอาแม่บุญทำอะไรไม่ถูก ละล้าละลังทำไงดี นั่งดูอาการแกสักพัก เห็นหลับไป เลยแอบไปกระซิบว่าจะออกไปดูเจดีย์ แต่จะรีบกลับมาให้ไว แกพยักหน้ารับ..ค่อยยังชั่ว แต่เพื่อความมั่นใจก็หายาวางไว้ใกล้มือ พร้อมชาร้อน...สาธุ อย่าเป็นอะไรมากกว่านี้เลย


                                   ร้านอาหารที่เราไปดินเนอร์กันและมิเชลท้องเสีย

          ไซ.ถามแม่บุญว่าเราไปกินข้าวกันที่ไหนเมื่อวาน แม่บุญอธิบายให้ฟัง ไซบอกว่าเราสองคนมีท้องที่ sensitive มาก เพราะก่อนหน้านี้แม่บุญท้องเสียหลายวันเพราะอาหาร ตอนนี้มิเชลมารับช่วงต่อ แล้วเราจะกินอะไรกันได้หละเนี่ย เราสองคนตกลงกันที่จะไปดูเจดีย์ที่ไม่ได้อยู่ไกลนัก เพราะอยากกลับเร็ว ๆ มาดูมิเชล ไซตกลงตามนั้น เราไปดูแห่งแรกคือ

เจดีย์ชเวสิกอน ( Shwezigon Pagoda )


                                                   เจดีย์ชเวดากอง ที่ชาวไทยเรียกกัน                                          
              เป็นเจดีย์องค์ใหญ่สีทองเหลืองอร่ามมองเห็นแต่ไกลเพราะความใหญ่โต ชาวพุกามนับถือมาก เพราะเชื่อว่า ท้าวสักกะเทวราชมาร่วมสร้าง มีเรือนของ นัท Nat ที่เป็นผีดีมาช่วยดูแลเจดีย์ เจดีย์นี้สร้างโดยพระเจ้าอะนอระธา เมื่อปี พ.ศ. 1627 แต่สำเร็จในสมัยพระเจ้ากยันสิตถา ในปี พ.ศ.1656 รวม 29 ปีเต็ม คำว่า ชเว แปลว่า ทอง ซิกอน แปลว่า หาดทราย จึงแปลรวม ๆ ว่า เจดีย์ทองริมหาดทรายสีขาว เพราะตั้งอยู่ริมฝังแม่น้ำอิรวดีนั่นเอง เชื่อกันว่าภายในเจดีย์บรรจุพระบรมสารีรกธาตุส่วนพระนลาฏ หรือ หน้าผาก และ พระทันตธาตุ หรือ ฟัน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

       ทุก ๆ สิบปี ชาวพุกามจะอุทิศเงินบริจาคทรัพย์กันมากมายเพื่อซื้อทองคำมาทำแผ่นทองปิดองค์พระเจดีย์ ทำให้เป็นสีทองอร่ามตลอดเวลา เห็นแล้วก็ทึ่งในความศรัทธา เพราะพวกเขาจน ๆ กันทั้งนั้น ยังต้องมาบริจาคเงินซื้อทองปิดองค์เจดีย์กันอีก…



                                                  อีกมุมหนึ่งของเจดีย์


เวลาเข้าชมเจดีย์ต่างทุกคนต้องถอดรองเท้า บางครั้งถอดตั้งแต่หน้าประตู ถ้าเช้า ๆ ไม่เท่าไหร่ แต่พอบ่ายแดดร้อนจัด เดินกันได้ไงไม่รู้ แม่บุญเดินแบบม้าย่อง กระโดดเหมือนม้าดีดกระโหลกเพราะร้อนที่ฝ่าเท้า แม่บุญจะถือถุงไปด้วยเวลาไปวัด หรือไปชมเจดีย์ เอารองเท้าใส่แล้วถือเข้าไปข้างในเพราะกลัวหายและไม่ต้องจ่ายตังค์ค่าดูแลรักษา เห็นชาวพม่ามากมายมาไหว้ขอพรพระเจดีย์ด้วยใบหน้าสดใสเบิกบาน แล้วก็พลอยอิ่มบุญไปกับพวกเขาด้วย แม่บุญกราบขอท่านให้ช่วยดูแลมิเชลให้หายท้องเสีย อย่าให้มีปัญหาอะไรเลย สาธุ..จากนั้นก็ไปดู

เจดีย์อนันทะ 






ถือเป็นเจดีย์ที่งดงามที่สุด มีผู้คนหลั่งไหลมากราบไหว้มากมายทั้งชาวพม่าและนักท่องเที่ยว เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยพระเจ้ากยันสิตถาอีกแห่ง ในปี พ.ศ. 1634 กล่าวกันว่าได้รับอิทธิพลจากถ้ำนันทมูลของอินเดีย เดิมจึงชื่อว่า เจดีย์นันทมูล และมาเปลี่ยนเป็น อนันทะ ตามชื่อพระอานนท์ในที่สุด


                                                           ทางเข้าเจดีย์อนันทะ

21/10/53

Bagan

๒๙ มกราคม ๒๕๕๒

จากมัณฑะเลย์มุ่งหน้าสู่บากาน

         วันนี้ต้องเดินทางไกลกันอีกรอบใช้เวลา ๗ ช.ม นั่งรถกันก้นบานไปเลย หมดงานนี้คงต้องหาโอกาสไปออกวิ่งลดพุงที่เพิ่มขึ้นมาตามอายุขัย แม้จะบ่นว่าอาหารไม่อร่อยแต่เราสองคนก็ยังน้ำหนักเท่าเดิม หรือจะมากกว่าเดิมไม่รู้ วัน ๆ นั่งอยู่แต่ในรถ จะว่าไปเงินที่เราจ่ายไปคุ้มไหม ?? ก็ทั้งคุ้มและไม่คุ้มแหละ เล่นนั่งรถทั้งวันแบบนี้เสียเวลาไปถึงที่หมายช้ากว่าเดิม แต่ก็นั่นแหละ..ระหว่างทางเราได้เจอะเจอชีวิตผู้คนแบบจริง ๆ ไม่ใช่แบบผ่าน ๆ ดูรูปที่ถ่ายเเป็นหลักฐานได้เป็นอย่างดี เพราะหาที่ไหนไม่ได้แล้ว
 
       งานนี้แม่บุญกดชัตเตอร์แบบไม่นับ เพราะคิดว่าจะไม่กลับมาอีก ก็แหม่..โลกนี้กว้างใหญ่ยังมีที่ให้ไปดูอีกเยอะแยะ ไม่งั้นเราจะอยู่เที่ยวทำไมกันนมนาน ถ้าจะเที่ยวแบบชะโงกทัวร์ที่เขาทำกัน ป่านนี้เราก็เผ่นกลับบ้านไปแล้ว

       ว่าแล้วเราก็ออกเดินทางกัน ๘ โมงตามเวลานัด ชอบคนพม่าอย่าง เช้า ๆ อย่างนี้การจราจรในเมืองใหญ่ย่อมจอแจเป็นธรรมดา แต่ที่เห็น ๙๐% เป็นรถจักรยาน มอเตอร์ไซค์มีบ้างเหมือนกัน แล้วก็รถยนต์ซึ่งน้อยมาก ส่วนมากเป็นรถเมล์ รถรับจ้าง อากาศเลยดี ชายพม่านุ่งโสร่งใส่เสื้อแขนยาวถีบจักรยาน บางครั้งมีเด็ก หรือผู้หญิงซ้อนท้าย ที่สำคัญทุกคนจะถือปิ่นโตขนาดเล็ก ๒ ชั้น ใส่ข้าว กับข้าวไปกินที่ ๆ ทำงาน จะหาแบบนี้ได้ที่ไหนอีก เมืองไทยเราไม่มีมานานแล้ว หิวก็แวะร้านข้างทาง ใครเอาปิ่นโตห่อข้าวจากบ้านคงถูกโห่น่าดู..เรื่องดี ๆ กลับมองว่าขี้เหนียวบ้าง ไม่เอาเพื่อนฝูงบ้าง เรื่องค่านิยมเนี่ยทำให้หลาย ๆ คนติดหนี้สินกันบานเพราะเอาอย่างคนอื่น ตามที่เห็นคนอื่นเขาทำโดยที่ไม่มองตัวเอง มองความเป็นจริงและที่สำคัญไม่ยอมรับความจริง จนก็ยอมรับว่าจนเหมือนแม่บุญ ใครจะว่ายังไงก็ช่างเขา เราไม่มีหนี้สินให้ต้องคอยหลบหน้าเจ้าหนี้ก็แล้วกัน ชีวิตนี้สุขใดไหนจะเท่า…จริงไหม๊ ??

บากาน หรือ พุกาม ดินแดนแห่งป่าเจดีย์หรือทะเลเจดีย์




                                                      ทะเลเจดีย์ที่บากานหรือพุกาม

รถขับผ่านที่แห่งหนึ่ง ดินแดงปลิวว่อน ฝุ่นคลุ้งตลอดทาง แทบไม่มีบ้านชาวบ้านเลย คงเป็นเพราะไกลจากแหล่งน้ำด้วย นาน ๆ จะเห็นบ้านสร้างด้วยไม้ไผ่สักหลัง ใกล้ ๆ กันเป็นบ่อน้ำบาดาล แต่รอบ ๆ ดูแห้งแล้งจริง ๆ อากาศร้อนอบอ้าว เรานั่งไปหลับไป ตื่นบ้างตามเสียงบีบแตรของไซ แล้วแม่บญก็เหลือบเห็นเด็กเดินกันอยู่สองสามคน บอกให้ไซจอดรถว่าจะเอาขนมให้ ไซบอกว่าจอดไม่ได้อันตราย เราไม่รู้ว่าพ่อ แม่ที่เดินตามมาห่าง ๆ จะทำอะไรนักท่องเที่ยวหรือเปล่า อย่าลืมว่าพวกเขาจนมาก ทำได้ทุกอย่าง ได้ยินแล้วก็หัวหด เลยค่อย ๆ เปิดหน้าต่างรถหย่อนขนมลงไปสามสี่ห่อ เด็ก ๆ เห็นรีบวิ่งมาแย่งกันทันที ขอให้อร่อยนะหนู ฉันทำได้ดีที่สุดแค่นี้แหละ



                                           ถนนหนทางในชนบทของพม่า

เกือบบ่ายไซจอดรถพักเครื่อง ถือโอกาสกินข้าวด้วย ร้านเล็กๆ ในเมืองเล็ก ๆ คนมองเราอีกตามเคย แต่คราวนี้มาแปลก เพราะเขาคิดว่าแม่บุญเป็นไกด์ ไซขับรถ และพานักท่องเที่ยวมาเที่ยว ว่าเข้านั่น แม่บุญสวยเหมือนสาวพม่าอีกแล้วดีใจจริง อาหารหลักของเราที่สั่งไม่พ้น ข้าวผัดสองจาน น้ำชา หรือ กาแฟ และ น้ำเปล่าหนึ่งขวด เป็นสูตรที่ไซรู้โดยไม่ต้องมีการทบทวนหลายครั้ง กินเสร็จก็เผ่น..ไม่ใช่ก็เดินทางต่อ ถ้านั่งเครื่องป่านนี้นอนตีพุงในห้องสบายไปแล้ว



                                             รถยนต์ที่เห็นก็มีแต่รถประจำทางเท่านั้น

รถคงมาไกลมาก ๆ แล้วบางช่วงมีขึ้นเขาด้วย ตอนขึ้นเขาเราเห็นฝรั่งสองคนหญิง ชาย ปั่นจักรยานขึ้นเขา แม่เจ้าโว้ย..ช่างมีความพยายามกันจริง ๆ ถ้าปั่นที่เมืองไทยยังพอว่า แต่นี่..พม่า มิเชลบอกว่าท่าทางเหมือนชาวเนเธอร์แลนด์..ท่าจะจริง ประเทศนี้พื้นที่เขาลาดต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ไม่มีภูเขาให้ขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ที่นี่ทั้งภูเขา ทั้งถนนที่ขุรขระ คิดผิดหรือเปล่าหนอเพื่อนที่มาถีบจักรยานกลางแดดจ้าแบบนี้ ขอให้ไปถึงที่หมายแบบลมไม่ใส่กลางทางก็แล้วกัน

 ตามรายการทัวร์ เราจะพักที่นี่สองคืนสามวัน แล้วย้อนกลับทางเดิมเพื่อไปย่างกุ้งและกลับเมืองไทย แค่คิดว่าจะต้องนั่งรถกลับทางเดิมก็เหนื่อยแล้ว ตกลงกันแล้วนี่ ทำไงได้ อ้อยเข้าปากช้างแล้ว ป่านนี้กลายเป็นอึช้างกองโตแล้วกระมัง และแล้วเราสองคนก็มาถึงโรงแรมที่พัก ที่อยู่ที่บากานใหม่..เขามีเมืองเก่ากับเมืองใหม่ เราผ่านเมืองเก่ามาแล้ว แต่ที่แน่ ๆ โรงแรมนี้ไกลจากชุมชนจัง เพราะมีบ้านเรือนใกล้ ๆ ไม่กี่หลัง เราลงรถแล้วไซก็พาเข้าไปในตัวโรงแรมซึ่งเป็นเพียงบ้านชั้นเดียว แต่มีบริเวณกว้าง เลยสร้างห้องพักอีกสามสี่ห้องถัดออกไป ที่พักใหม่ใช้ได้ สะอาดพอสมควร แต่ติดที่ว่ามันไกลจากตัวเมือง..ว่าแล้วแม่บุญก็เริ่มรายการสัมภาษณ์

แม่บุญ…เข้าไปในเมืองไกลไหม ??







เจ้าของโรงแรม…ไม่ไกลเท่าไหร่..แต่ต้องนั่งรถไป เพราะไกลเหมือนกัน


แม่บุญ….อ้าว..แล้วบอกว่าไม่ไกล มันยังไง แล้วถ้าเราจะอยากดูบ้านเมืองตอนกลางคืนทำไงจ๊ะ ? เรียกไซ..


มิเชลบอกว่า ..เกรงใจไซ ขับรถเหนื่อยมาทั้งวัน อยากเดินดูเองมากกว่า


แม่บุญ..ไซ..มีโรงแรมอื่นที่มีคอนแท็กกับบริษัทเธอหรือเปล่า เอาที่อยู่ในเมืองหน่อย


ไซ..ผมไม่รู้ เดี๋ยวจะโทรถามเจ้านายให้ ว่าแล้วก็คุยภาษาพม่ากันยืดยาว


เจ้าของโรแรม..ไม่มีที่อื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้ว อีกอย่างเขาจองมาแล้วก็ต้องพัก ไม่งั้นก็ต้องจ่ายเงินเหมือนเดิม


แม่บุญ…ฉันทำงานเป็นผู้จัดการห้องพักโรงแรมมาสิบกว่าปี รู้ดีว่าคอนแท็กมันเป็นยังไง บริษัทเขาไม่แฟร์ที่ไม่ให้เราเลือก ทั้ง ๆ ที่เรามีสิทธิ์เลือกตามที่เราต้องการ ในราคาที่เราจ่าย ตอนนั่งรถผ่านมาฉันเห็นมีป้ายโฆษณาโรงแรมเยอะแยะ บอกว่าไม่มีได้ไง





     ถึงตอนนี้ไซเริ่มหน้าเสีย มีการโทรคุยกันอีกนานกับเจ้านาย แม่บุญกับมิเชลยืนยันที่จะขอเปลี่ยนโรงแรมเพราะเราพักตั้งสามวัน แม้ไซจะยืนยันที่จะขับรถรับ ส่งตามหน้าที่ แต่เราก็ยืนกระต่ายขาเดียวเช่นกัน ในที่สุดเราก็ขึ้นรถไปหาโรงแรมใหม่ เล่นเอาเจ้าของโรงแรมหัวเสีย โทรไปต่อว่าเจ้านายของไซยืดยาว .. แม่บุญ..จะยอมก็ต่อเมื่อเห็นว่าเขาไม่เอาเปรียบเราเกินไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เริ่มเอาเปรียบ แม่บุญก็มีวิธีจดการขั้นเด็ดขาดเช่นกัน เงินของแม่บุญหามาลำบาก จะเอามาทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ แบบไม่รู้คุณค่าของเงินได้ไง อีกอย่างเราพักมาสิบกว่าวัน ผ่านมาหลายเมือง พอจะรู้ว่าแต่ละแห่งที่เราพักราคาไม่แพงเลย ยิ่งมีคอนแท็กกับบริษัททัวร์ ราคายิ่งถูก เงินที่เราจ่ายไปสองคนพันกว่าดอลล่าร์ มันน่าจะได้อะไรที่ดีกว่านี้สิ…



        ไซ..ขับรถพาเราสองคนตระเวณหาโรงแรมที่พักหลายแห่ง จนมาถึงแห่งสุดท้ายที่ท่าทางดีหน่อย ห้องกว้าง ห้องน้ำสะอาดพอใช้ได้นับว่าดีกว่าที่อื่น ๆ ที่ผ่านมา หลายแห่ง ไซ..ดูจะโล่งอกกับการตัดสินใจของเราสองคน แม้จะบ่นกลาย ๆ ว่าเจ้านายบอกว่าที่นี่ราคาแพงกว่าที่อื่น ๆ ที่เขามีคอนแท็กกัน ทำไงได้หล่ะในเมื่อแต่ละแห่งที่พาไปดู ทั้งห้องเก่าและไม่สะอาด บางทีมีแมลงสาบออกมาสวัสดีเราด้วย จะว่าเรื่องมากก็ต้องยอมรับ..



     ไซ..มีเบี้ยเลี้ยงค่าที่พัก และอาหารต่อวัน แต่ไซเลือกที่จะกินซุปกับนอนบ้านเพื่อนบ้าง โรงแรมถูก ๆ เก่า ๆ บ้าง เพราะจะเก็บเงินเอาไว้เลี้ยงลูกเมีย ถึงได้ผอมแห้งแรงน้อย บางครั้งเราสองคนก็เลี้ยงข้าวเขาตอบแทนที่ขับรถให้เรานั่งทั้งวัน แม้เขาจะได้เงินเดือนแต่ก็น้อยเหลือเกิน




              ค่ำนั้นเราสองคนเดินเล่นจากโรงแรมไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง จัดได้สวยงาม สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยว มีการจุดเทียนให้แสงสว่างตามโต๊ะดูโรแมนติคดีอีกต่างหาก ไซ.ขอไปกินที่อื่นตามเคย มิเชลสั่งเนื้อแพะใส่เครื่องเทศ มันฝรั่ง หน้าตาออกมาเหมือนมัสมั่นไม่มีผิด แม่บุญกินไก่กับเครื่องเทศ กับผัก แล้วยังมีเบียร์พม่าด้วย รสชาติอาหารไม่เลว นับว่าดีที่สุดตั้งแต่มาเที่ยวพม่า หลังอาหารเราเดินเล่นย่อยอาหารไปในตัวจนถึงที่พัก และหลับเพราะความเหนื่อยจากการนั่งรถทั้งวัน ..พรุ่งนี้เราจะเริ่มตระเวณเที่ยวเจดีย์เก่าแก่ที่มีมากมายนับพันองค์กัน ฝันของแม่บุญเป็นจริงอีกแล้ว…


                                              บ้านสร้างด้วยไม้ไผผ่ระหว่างทาง

 



                                                     น้ำบาดาลที่ชาวบ้านเขุดบ่อไว้ใช้

4/10/53

สะพานอูเป็ง U-Pein Bridge 2

ใกล้ ๆ กันมีคนขายปุต้มสีส้มจัดน่ากิน ก้ามปูใหญ่มากทั้ง ๆ ที่เป็นปูน้ำจืด พี่แกไม่ยักเอาไปดองเอาไว้ใส่ส้มตำเนาะ น่าจะขายดีกว่านี้  หรือจะทำปูเค็มดอง เอาไว้ทำหลนปูเค็มไม่เลวเหมือนกัน ไปเดินดูวิวต่อดีกว่า แม่บุญเดินลงบันไดลงไปในไร่ข้าวโพดเก็บภาพสวย ๆ ต่อ มีนักท่องเที่ยวสามคนขอดูรูปที่ถ่าย หนึ่งในนั้นบอกว่าสวยกว่าที่เห็นเขาถ่ายกันทั่ว ๆ ไป ..ยืดไปเลยแม่บุญ

                                              ชีวิตชาวบ้านพม่าที่สะพานอุเบ็ง


                                               เห็นแล้วอยากนั่งเรือชมพระอาทิตย์ตกดิน

                               เด็กน้อยชาวพม่าที่แม่พามาเดินเล่นแถว ๆ สะพาน

ไปยืนดูชาวสิงคโปร์สามสาวลงเรือไปดูพระอาทิตย์ตก อิจฉาจัง แต่ไปคนเดียว..แพง ไม่เอาดีกว่า พอดีคนแจวเรือหันมาเห็นแม่บุญถามว่ามาจากไหน จากเมืองไทยจ้า อ้อ..ไม่ลงเรือดูพระอาทิตย์ตกรึ ?? ไม่เอาหรอกจ้า..แพง ไม่มีเงินพอจ่าย แล้วแม่บุญก็ยืนโบกมือลา




                                              ข้างล่างสะพานเป็นไร่ข้าวโพด

กำลังถ่ายรูปอย่างเมามัน คนแจวเรือคนนั้นกวักมือเรียกให้รีบ ๆ ไปลงเรือดูวิว ค่าเรือจะลดให้...บุญบันดาล อีกแล้ว งานนี้กระโดดลงเรือแทบไม่ทัน โถ..อุตส่าห์ใจดีรีบแจวเรือเร็ว ๆ เพื่อส่งสามสาวขึ้นฝั่ง แล้วหันหัวเรือมารับแม่บุญไปดูวิวด้วยราคาพิเศษอีกต่างหาก จะเรียกว่าถูกชะตากันคงไม่ผิด เขาแจวเรือหันซ้าย ขวา หน้า หลัง อย่างที่แม่บุญกำกับเพื่อให้ได้ภาพสวย ๆ ถ่ายเสร็จก็ให้แกดู แกหัวเราะชอบใจบอกว่าสวยมาก ๆ แล้วก็แจวเรือเข้าฝั่งเพื่อส่งแม่บุญ ถามได้ความว่าแต่งงาน มีลูกหลายคน แต่ทำมาหากินไม่พออยากไปทำงานที่เมืองไทย..โถ.แล้วจะช่วยได้ยังงัยเนี่ย ตกลงแม่บุญจ่ายค่าจ้างแถมทิปอีก ไป ๆ มา ๆ ก็ต้องจ่ายแพงกว่าราคาเหมา สงสารแกหากินคนเดียว แกยิ้มและกล่าวขอบคุณ แล้วเราก็ลากัน..ไม่รู้จะได้พบกันอีกเมื่อไหร่


                               แม่บุญยิ้มแป้มแล้นได้นั่งเรือสมใจ


คนพายเรือ



                         ภาพพระอาทิตย์ตกดินที่ทุกคนตั้งตารอชม สวยเกินบรรยายจริง ๆ

                                             ใครอยากไปดูเหมือนแม่บุญบ้างสวย ๆ แบบนี้

                                                     อีกครั้งกับภาพตะวันตกดินที่สะพานอูเบ็ง

แม่บุญลงเรือแล้วยิ้มร่าไปหามิเชลกับไซ ยังไม่ได้เอ่ยปากเล่า ก็ถูกไซบอกว่าให้รีบ ๆ ไปขึ้นรถเราต้องออกจากพื้นที่นี้ให้เร็วที่สุด เกิดอะไรขึ้น ?? แม่บุญถาม มิเชลเองก็หน้าไม่ดี ตกลงเลยรีบกระโดดขึ้นรถกันทั้งสามคน รถออกตัวได้เร็วผิดกว่าทุก ๆ ครั้ง ไซ..ท่าทางไม่ดี มิเชลเล่าให้ฟังว่า หลังจากแม่บุญเดินไปดูวิว เขาก็นั่งดื่มเบียร์กับไซ คุยกันอย่างสนุกสนาน สักพักเด็ก ๆ แถวนัั้นก็เข้ามาร่วมวงด้วย มิเชลพูดภาษาพม่าตามที่พวกเขาบอก เลยสนุกกันใหญ่ หารู้ไม่ว่าถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่ ๆ ไม่ได้แต่งเครื่องแบบ เขาไม่ชอบให้คนของเขามาพูดคุยกับคนต่างชาติมากนัก ไซเลยถูกเรียกไปคุย สักพักวงก็แตก พอดีแม่บุญมาเลยพากันเผ่น ...นี่แหละ..มาเที่ยวที่นี่ไม่ใช่บ้านเรา ทำอะไรต้องระวัง ...




ไซ.เงียบไปเยอะ คงกลัวจะถูกรายงานไปที่บริษัท เราสองคนได้แต่ปลอบใจว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด หากมีอะไรเกิดขึ้นเราจะเป็นพยานให้ เขาถึงได้ดีขึ้นบ้าง ไซไปส่งที่โรงแรม ล้างหน้า ล้างมือเสร็จเราสองคนก็ออกเดินไปตามถนนหาข้าวกิน ไปเจอร้านอาหารมังสวิรัติ คนเยอะน่าจะใช้ได้ สั่งผัดผักมาสองจานกินกับข้าว อร่อยเป็นมื้อแรกแบบไม่กลัวท้องเสียเพราะไม่มีเนื้อสัตว์

เราเดินคุยกันเรื่องสะพานอูเป็งที่สวยงามจนมาถึงโรงแรม อาบน้ำ จัดกระเป๋า พรุ่งนี้ต้องเดินทางไกลอีกครั้ง เพื่อไปเมือง บากาน หรือ พุกาม นั่นเอง


                               ภาพสุดท้ายก่อนลา..สะพานอูเบ็ง เมื่อไหร่จะได้พบกันอีก

                                

สะพานอูเป็ง U-Pein Bridge

ออกจากวัดเรานั่งรถม้าผ่านทุ่งนาไปยังหอคอยสูงกลางทุ่งนา เขามีไว้เพื่อปีนดูข้าศึกที่บุกเข้ามาที่นี่เมื่อครั้งมีสงคราม เราปีนขึ้นไปสูงสุดหอคอย ยังไม่วายมีคนขายของที่ระลึกปีนตามไปขายถึงยอดหอคอย เป็นยอดนักขายกันจริง ๆ แต่เราสองคนไม่ใจอ่อนเพราะหากซื้อทุกแห่ง ขากลับเราคงซื้อกระเป๋าอีกใบใส่ของทั้งหมดแน่ ๆ






สังเกตุไหมว่าแม่บุญไม่ท้องเสียแล้ว ตั้งแต่ได้ยามา คราวนี้เรื่องใหม่..ไม่เข้าห้องน้ำแทน เกิดมาเป็นคนนี่เรื่องมากจริง ๆ แต่ก็ยังดีกว่าท้องเสียตลอดทางเหมือนสอง สามวันที่ผ่านมาแหละน่า เที่ยงวันนี้จำไม่ได้ว่ากินอะไร ที่ไหน เพราะไม่มีอะไรประทับใจเรื่องกิน ๆ อะไรก็ต้องคอยระวัง เพราะรัฐบาลไม่ให้ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่เช้ายันเย็น หมู หมา กา ไก่ เน่าเสียหมด ใครจะกล้าเสี่ยงอีก



                                                                  นั่งรถม้าชมหอคอย
 
 
                                               สาวน้อยนักขายเดินตื้อมิเชลบนหอคอย

บ่ายสี่โมงเย็นที่ไซขับรถพาเราไปที่ สะพานอูเป็ง U-Pein Bridge ซึ่งเป็นสะพานอายุเก่าแก่กว่า ๒๐๐ ปี ทำด้วยท่อนซุงไม้สักล้วน ๆ ที่นำมาจากเมืองอังวะ ในสมัยที่ย้ายราชธานีมายังอมรปุระ สะพานมีความยาว ๑๕๐๐ เมตร เชื่อมระหว่าง อมรปุระกับอังวะ ผ่านทะเลสาบต่องตะมาอิน ในทะเลสาบยังมีชาวบ้านออกเรือหาปลา เดินสำรวจรอบ ๆ เห็นแม่ค้าขายปลานิลตัวขนาดกลางเป็นพวง ๆ ปลายังดิ้นอยู่เลย

                                           ปลานิลที่จับกันได้

เรามาถึงยังไม่ได้เวลาสำคัญคือ พระอาทิตย์อัสดงซึ่งวิวสะพานและทะเลสาบจะสวยมาก เลยต้องนั่งรอเวลาพระอาทิตย์ตกดินกัน มิเชลดื่มเบียร์พม่ากับไซ แม่บุญดื่มน้ำมะพร้าวตามเคย สักพักแม่บุญก็ขอไปเดินถ่ายรูปรอบ ๆ บริเวณสะพาน มิเชลเจ็บเท้าเดินดูนิดหน่อยก็กลับไปนั่งคุยกับไซและชาวบ้านแถวนั้น


                                         ชาวบ้านใช้สะพานอูเบ็งในการข้ามทะเลสาบ


แม่บุญเดินถ่ายรูปไปถึงกลางสะพาน หยุดยืนดูเขาขายภาพเขียนจากหมึกสีดำและใบมีดโกน ไม่ใช่พู่กันนะ วิธีการลงสีแล้วใช้ใบมีดโกนปาดให้เป็นรูปวิวต่าง ๆ ตามจินตนาการสุดยอดจริง ๆ พึ่งเคยเห็นนี่แหละ จำได้ว่าสิบกว่าปีมาแล้วไปเที่ยวเวียนนาคนเดียว เห็นชายคนหนึ่งใช้กรรไกรเล็ก ๆ ตัดกระดาษให้เป็นรูปที่มีคนยืนเป็นแบบให้ ครั้งนั้นก็ตาโตเป็นไข่ห่านเพราะไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นกัน




                                  เรือที่ชาวบ้านใช้หาปลาและรับจ้างล่องดูพระอาทิตย์ตกดิน

21/9/53

วัดชเวนันดอ Shwenandaw Temple

                   แล้วเราก็ออกมาเดินทางต่อ รถมาจอดที่ท่าเรือเล็ก ๆ มีเด็กมาขายของที่ระลึกตามเคย นั่งเรือข้ามฟากไปสักห้านาทีไปอีกฝั่งน้ำ ที่นั่นมีรถม้ามากมายเรียงรายรอให้บริการอยู่ เราขึ้นรถม้าคันละสองคน เพราะทางที่ไปขุรขระ ถนนเป็นดินลูกรังไม่ใช่ถนนให้รถวิ่ง ขนาดม้าเรายังนั่งสั่นไปทั้งตัว เพื่อไปดูวัดที่สำคัญมากอีกแห่งหนึ่งของชาวพม่า




วัดชเวนันดอ Shwenandaw Temple

                      เป็นวัดที่พระเจ้าสีป่อ ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าเป็นผู้สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๓ โดยนำเอาพระตำหนักบรรทมของพระเจ้ามินดงมาสร้างเป็นวิหาร มีการปิดทองประดับกระจกทั้งอาคาร แต่วันเวลาผ่านไปทำให้ทรุดโทรมลงไปมาก งานศิลปะการแกะสลักไม้ที่งดงาม หาที่ใดไม่ได้อีกแล้ว ตอนที่ไปถึง มีพระหนึ่งรูปกำลังสอนเด็ก ๆ ชาวพม่าให้อ่าน เขียนหนังสือ ภายในวิหารที่มีแสงส่องผ่านเพียงน้อยนิด เด็กบางคนยังเล็กมากก็นอนหลับกับพื้นไม้กระดานแผ่นใหญ่นั่นเอง เห็นแล้วน่าสงสารมาก ทางวัดคงต้องการเครื่องปั่นไฟ สอบถามไซ ๆ บอกว่าใช่ คิดยู่ในใจว่าสักวันจะกลับมาพร้อมกับเครื่องปั่นไฟให้เด็ก ๆ ได้เรียนหนังสือกัน แต่ไม่รู้จะได้ไปเมื่อไหร่


เสาแต่ละต้นใหญ่ ๆ ทั้งนั้น
หีบแกะสลักทำจากไม้สัก

งานฝีมือแกะสลักอันยิ่งใหญ่




เด็ก ๆ เรียนหนังสือภายในโบสถ์มืด ๆ



ไซทีห้า ไกด์หุ่นผอมบางของเรา  

7/9/53

วัดมหากันดายงค์

วัดมหากันดายงค์ Mahagandhayon Temple

     ตั้งอยู่ที่เมืองอมรปุระ ที่นี่เป็นทั้งวัดและมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า ประกอบด้วยพระ เณร นับ๑๐๐๐ รูป ทางวัดจึงจัดให้มีการทำบุญ ใส่บาตรพระทุกวัน เราไปถึงก่อนเวลาสักครึ่งชั่วโมง จึงมีโอกาสเดินดูรอบ ๆ บริเวณวัดอันร่มรื่น ขณะเดียวกันได้เดินผ่านสถานที่ ๆ จัดไว้สำหรับพระได้อาบน้ำชำระร่างกายก่อนฉันท์อาหารเพล ชาวต่างชาติผู้หญิงสองคนกำลังถ่ายภาพพระอาบน้ำอย่างเอาเป็นเอาตาย แม่บุญอดไม่ได้ที่จะพูดดัง ๆ ว่า เป็นการทำกิจส่วนตัว ไม่น่าจะถ่ายเพราะเสียมารยาทมาก สองสาวถึงได้หยุดโดยฉับพลัน มิเชลบอกว่าไม่ใช่เรื่องของเรา แต่แม่บุญบอกว่าใช่ เพราะฉันเป็นชาวพุทธ พระที่นี่หรือที่เมืองไทยก็เหมือนกัน เรื่องดี ๆ ทำไมไม่ถ่าย คิดกลับกันว่าหากเขาอาบน้ำแล้วมีคนมาถ่ายถึงพริกถึงขิงแบบนี้ เขาจะยอมหรือเปล่า ?


มุมมองจากด้านบนค่ะ

พระเข้าแถวรับบิณฑบาตจากญาติโยม


แล้วก็ถึงเวลาที่พระท่านเดินอย่างสำรวมเป็นแถวยาว เพื่อรับบิณฑบาตจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย แม่บุญไม่ได้ร่วมตักบาตรเพราะมัวแต่อยากจะได้ภาพสวย ๆ เสียดายเหมือนกัน ใช้เวลาไม่นานพระทั้งหนึ่งพันรูปก็เดินหายเข้าไปในเรือนที่จัดอาสนะไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
 
 
 
 
 
วัดอีกแห่งในเมืองอมรปุระ
 
 
คณะเราเดินทางต่อไปอีกวัดหนึ่งบนภูเขาสูง งานนี้ไม่ต้องเดินขึ้น ไซขับรถพาไปส่งถึงที่ เดินดูวิวรอบ ๆ วัด ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุ เดินแบบเขย่ง ๆ เพราะพื้นร้อนมาก ระหว่างทางมีศิลปินพม่านั่งวาดรูป มีอีกคนวาดจากใบมีดโกน ใช้กรีดเบา ๆ เหมือนพัดรูปออกมาสวยได้ดังใจ ทึ่งจริง ๆ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปเขาเพราะดูท่าทางแกจะไม่ชอบ
 
 
 
 
 
วัดบนภูเขาจำชื่อไม่ได้
 
 
 
มุมมองอีกด้านหนึ่ง
 
 
 
 
 ทางเดินขึ้นไปวัดดูจากแผ่นสังกะสี
 
 


ภาพวาดฝีมือช่างชาวพม่ารอบ ๆ โบสถ์




ศิลปินพม่าบนลานวัด