4/10/53

สะพานอูเป็ง U-Pein Bridge 2

ใกล้ ๆ กันมีคนขายปุต้มสีส้มจัดน่ากิน ก้ามปูใหญ่มากทั้ง ๆ ที่เป็นปูน้ำจืด พี่แกไม่ยักเอาไปดองเอาไว้ใส่ส้มตำเนาะ น่าจะขายดีกว่านี้  หรือจะทำปูเค็มดอง เอาไว้ทำหลนปูเค็มไม่เลวเหมือนกัน ไปเดินดูวิวต่อดีกว่า แม่บุญเดินลงบันไดลงไปในไร่ข้าวโพดเก็บภาพสวย ๆ ต่อ มีนักท่องเที่ยวสามคนขอดูรูปที่ถ่าย หนึ่งในนั้นบอกว่าสวยกว่าที่เห็นเขาถ่ายกันทั่ว ๆ ไป ..ยืดไปเลยแม่บุญ

                                              ชีวิตชาวบ้านพม่าที่สะพานอุเบ็ง


                                               เห็นแล้วอยากนั่งเรือชมพระอาทิตย์ตกดิน

                               เด็กน้อยชาวพม่าที่แม่พามาเดินเล่นแถว ๆ สะพาน

ไปยืนดูชาวสิงคโปร์สามสาวลงเรือไปดูพระอาทิตย์ตก อิจฉาจัง แต่ไปคนเดียว..แพง ไม่เอาดีกว่า พอดีคนแจวเรือหันมาเห็นแม่บุญถามว่ามาจากไหน จากเมืองไทยจ้า อ้อ..ไม่ลงเรือดูพระอาทิตย์ตกรึ ?? ไม่เอาหรอกจ้า..แพง ไม่มีเงินพอจ่าย แล้วแม่บุญก็ยืนโบกมือลา




                                              ข้างล่างสะพานเป็นไร่ข้าวโพด

กำลังถ่ายรูปอย่างเมามัน คนแจวเรือคนนั้นกวักมือเรียกให้รีบ ๆ ไปลงเรือดูวิว ค่าเรือจะลดให้...บุญบันดาล อีกแล้ว งานนี้กระโดดลงเรือแทบไม่ทัน โถ..อุตส่าห์ใจดีรีบแจวเรือเร็ว ๆ เพื่อส่งสามสาวขึ้นฝั่ง แล้วหันหัวเรือมารับแม่บุญไปดูวิวด้วยราคาพิเศษอีกต่างหาก จะเรียกว่าถูกชะตากันคงไม่ผิด เขาแจวเรือหันซ้าย ขวา หน้า หลัง อย่างที่แม่บุญกำกับเพื่อให้ได้ภาพสวย ๆ ถ่ายเสร็จก็ให้แกดู แกหัวเราะชอบใจบอกว่าสวยมาก ๆ แล้วก็แจวเรือเข้าฝั่งเพื่อส่งแม่บุญ ถามได้ความว่าแต่งงาน มีลูกหลายคน แต่ทำมาหากินไม่พออยากไปทำงานที่เมืองไทย..โถ.แล้วจะช่วยได้ยังงัยเนี่ย ตกลงแม่บุญจ่ายค่าจ้างแถมทิปอีก ไป ๆ มา ๆ ก็ต้องจ่ายแพงกว่าราคาเหมา สงสารแกหากินคนเดียว แกยิ้มและกล่าวขอบคุณ แล้วเราก็ลากัน..ไม่รู้จะได้พบกันอีกเมื่อไหร่


                               แม่บุญยิ้มแป้มแล้นได้นั่งเรือสมใจ


คนพายเรือ



                         ภาพพระอาทิตย์ตกดินที่ทุกคนตั้งตารอชม สวยเกินบรรยายจริง ๆ

                                             ใครอยากไปดูเหมือนแม่บุญบ้างสวย ๆ แบบนี้

                                                     อีกครั้งกับภาพตะวันตกดินที่สะพานอูเบ็ง

แม่บุญลงเรือแล้วยิ้มร่าไปหามิเชลกับไซ ยังไม่ได้เอ่ยปากเล่า ก็ถูกไซบอกว่าให้รีบ ๆ ไปขึ้นรถเราต้องออกจากพื้นที่นี้ให้เร็วที่สุด เกิดอะไรขึ้น ?? แม่บุญถาม มิเชลเองก็หน้าไม่ดี ตกลงเลยรีบกระโดดขึ้นรถกันทั้งสามคน รถออกตัวได้เร็วผิดกว่าทุก ๆ ครั้ง ไซ..ท่าทางไม่ดี มิเชลเล่าให้ฟังว่า หลังจากแม่บุญเดินไปดูวิว เขาก็นั่งดื่มเบียร์กับไซ คุยกันอย่างสนุกสนาน สักพักเด็ก ๆ แถวนัั้นก็เข้ามาร่วมวงด้วย มิเชลพูดภาษาพม่าตามที่พวกเขาบอก เลยสนุกกันใหญ่ หารู้ไม่ว่าถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่ ๆ ไม่ได้แต่งเครื่องแบบ เขาไม่ชอบให้คนของเขามาพูดคุยกับคนต่างชาติมากนัก ไซเลยถูกเรียกไปคุย สักพักวงก็แตก พอดีแม่บุญมาเลยพากันเผ่น ...นี่แหละ..มาเที่ยวที่นี่ไม่ใช่บ้านเรา ทำอะไรต้องระวัง ...




ไซ.เงียบไปเยอะ คงกลัวจะถูกรายงานไปที่บริษัท เราสองคนได้แต่ปลอบใจว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด หากมีอะไรเกิดขึ้นเราจะเป็นพยานให้ เขาถึงได้ดีขึ้นบ้าง ไซไปส่งที่โรงแรม ล้างหน้า ล้างมือเสร็จเราสองคนก็ออกเดินไปตามถนนหาข้าวกิน ไปเจอร้านอาหารมังสวิรัติ คนเยอะน่าจะใช้ได้ สั่งผัดผักมาสองจานกินกับข้าว อร่อยเป็นมื้อแรกแบบไม่กลัวท้องเสียเพราะไม่มีเนื้อสัตว์

เราเดินคุยกันเรื่องสะพานอูเป็งที่สวยงามจนมาถึงโรงแรม อาบน้ำ จัดกระเป๋า พรุ่งนี้ต้องเดินทางไกลอีกครั้ง เพื่อไปเมือง บากาน หรือ พุกาม นั่นเอง


                               ภาพสุดท้ายก่อนลา..สะพานอูเบ็ง เมื่อไหร่จะได้พบกันอีก

                                

สะพานอูเป็ง U-Pein Bridge

ออกจากวัดเรานั่งรถม้าผ่านทุ่งนาไปยังหอคอยสูงกลางทุ่งนา เขามีไว้เพื่อปีนดูข้าศึกที่บุกเข้ามาที่นี่เมื่อครั้งมีสงคราม เราปีนขึ้นไปสูงสุดหอคอย ยังไม่วายมีคนขายของที่ระลึกปีนตามไปขายถึงยอดหอคอย เป็นยอดนักขายกันจริง ๆ แต่เราสองคนไม่ใจอ่อนเพราะหากซื้อทุกแห่ง ขากลับเราคงซื้อกระเป๋าอีกใบใส่ของทั้งหมดแน่ ๆ






สังเกตุไหมว่าแม่บุญไม่ท้องเสียแล้ว ตั้งแต่ได้ยามา คราวนี้เรื่องใหม่..ไม่เข้าห้องน้ำแทน เกิดมาเป็นคนนี่เรื่องมากจริง ๆ แต่ก็ยังดีกว่าท้องเสียตลอดทางเหมือนสอง สามวันที่ผ่านมาแหละน่า เที่ยงวันนี้จำไม่ได้ว่ากินอะไร ที่ไหน เพราะไม่มีอะไรประทับใจเรื่องกิน ๆ อะไรก็ต้องคอยระวัง เพราะรัฐบาลไม่ให้ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่เช้ายันเย็น หมู หมา กา ไก่ เน่าเสียหมด ใครจะกล้าเสี่ยงอีก



                                                                  นั่งรถม้าชมหอคอย
 
 
                                               สาวน้อยนักขายเดินตื้อมิเชลบนหอคอย

บ่ายสี่โมงเย็นที่ไซขับรถพาเราไปที่ สะพานอูเป็ง U-Pein Bridge ซึ่งเป็นสะพานอายุเก่าแก่กว่า ๒๐๐ ปี ทำด้วยท่อนซุงไม้สักล้วน ๆ ที่นำมาจากเมืองอังวะ ในสมัยที่ย้ายราชธานีมายังอมรปุระ สะพานมีความยาว ๑๕๐๐ เมตร เชื่อมระหว่าง อมรปุระกับอังวะ ผ่านทะเลสาบต่องตะมาอิน ในทะเลสาบยังมีชาวบ้านออกเรือหาปลา เดินสำรวจรอบ ๆ เห็นแม่ค้าขายปลานิลตัวขนาดกลางเป็นพวง ๆ ปลายังดิ้นอยู่เลย

                                           ปลานิลที่จับกันได้

เรามาถึงยังไม่ได้เวลาสำคัญคือ พระอาทิตย์อัสดงซึ่งวิวสะพานและทะเลสาบจะสวยมาก เลยต้องนั่งรอเวลาพระอาทิตย์ตกดินกัน มิเชลดื่มเบียร์พม่ากับไซ แม่บุญดื่มน้ำมะพร้าวตามเคย สักพักแม่บุญก็ขอไปเดินถ่ายรูปรอบ ๆ บริเวณสะพาน มิเชลเจ็บเท้าเดินดูนิดหน่อยก็กลับไปนั่งคุยกับไซและชาวบ้านแถวนั้น


                                         ชาวบ้านใช้สะพานอูเบ็งในการข้ามทะเลสาบ


แม่บุญเดินถ่ายรูปไปถึงกลางสะพาน หยุดยืนดูเขาขายภาพเขียนจากหมึกสีดำและใบมีดโกน ไม่ใช่พู่กันนะ วิธีการลงสีแล้วใช้ใบมีดโกนปาดให้เป็นรูปวิวต่าง ๆ ตามจินตนาการสุดยอดจริง ๆ พึ่งเคยเห็นนี่แหละ จำได้ว่าสิบกว่าปีมาแล้วไปเที่ยวเวียนนาคนเดียว เห็นชายคนหนึ่งใช้กรรไกรเล็ก ๆ ตัดกระดาษให้เป็นรูปที่มีคนยืนเป็นแบบให้ ครั้งนั้นก็ตาโตเป็นไข่ห่านเพราะไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นกัน




                                  เรือที่ชาวบ้านใช้หาปลาและรับจ้างล่องดูพระอาทิตย์ตกดิน

21/9/53

วัดชเวนันดอ Shwenandaw Temple

                   แล้วเราก็ออกมาเดินทางต่อ รถมาจอดที่ท่าเรือเล็ก ๆ มีเด็กมาขายของที่ระลึกตามเคย นั่งเรือข้ามฟากไปสักห้านาทีไปอีกฝั่งน้ำ ที่นั่นมีรถม้ามากมายเรียงรายรอให้บริการอยู่ เราขึ้นรถม้าคันละสองคน เพราะทางที่ไปขุรขระ ถนนเป็นดินลูกรังไม่ใช่ถนนให้รถวิ่ง ขนาดม้าเรายังนั่งสั่นไปทั้งตัว เพื่อไปดูวัดที่สำคัญมากอีกแห่งหนึ่งของชาวพม่า




วัดชเวนันดอ Shwenandaw Temple

                      เป็นวัดที่พระเจ้าสีป่อ ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าเป็นผู้สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๓ โดยนำเอาพระตำหนักบรรทมของพระเจ้ามินดงมาสร้างเป็นวิหาร มีการปิดทองประดับกระจกทั้งอาคาร แต่วันเวลาผ่านไปทำให้ทรุดโทรมลงไปมาก งานศิลปะการแกะสลักไม้ที่งดงาม หาที่ใดไม่ได้อีกแล้ว ตอนที่ไปถึง มีพระหนึ่งรูปกำลังสอนเด็ก ๆ ชาวพม่าให้อ่าน เขียนหนังสือ ภายในวิหารที่มีแสงส่องผ่านเพียงน้อยนิด เด็กบางคนยังเล็กมากก็นอนหลับกับพื้นไม้กระดานแผ่นใหญ่นั่นเอง เห็นแล้วน่าสงสารมาก ทางวัดคงต้องการเครื่องปั่นไฟ สอบถามไซ ๆ บอกว่าใช่ คิดยู่ในใจว่าสักวันจะกลับมาพร้อมกับเครื่องปั่นไฟให้เด็ก ๆ ได้เรียนหนังสือกัน แต่ไม่รู้จะได้ไปเมื่อไหร่


เสาแต่ละต้นใหญ่ ๆ ทั้งนั้น
หีบแกะสลักทำจากไม้สัก

งานฝีมือแกะสลักอันยิ่งใหญ่




เด็ก ๆ เรียนหนังสือภายในโบสถ์มืด ๆ



ไซทีห้า ไกด์หุ่นผอมบางของเรา  

7/9/53

วัดมหากันดายงค์

วัดมหากันดายงค์ Mahagandhayon Temple

     ตั้งอยู่ที่เมืองอมรปุระ ที่นี่เป็นทั้งวัดและมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า ประกอบด้วยพระ เณร นับ๑๐๐๐ รูป ทางวัดจึงจัดให้มีการทำบุญ ใส่บาตรพระทุกวัน เราไปถึงก่อนเวลาสักครึ่งชั่วโมง จึงมีโอกาสเดินดูรอบ ๆ บริเวณวัดอันร่มรื่น ขณะเดียวกันได้เดินผ่านสถานที่ ๆ จัดไว้สำหรับพระได้อาบน้ำชำระร่างกายก่อนฉันท์อาหารเพล ชาวต่างชาติผู้หญิงสองคนกำลังถ่ายภาพพระอาบน้ำอย่างเอาเป็นเอาตาย แม่บุญอดไม่ได้ที่จะพูดดัง ๆ ว่า เป็นการทำกิจส่วนตัว ไม่น่าจะถ่ายเพราะเสียมารยาทมาก สองสาวถึงได้หยุดโดยฉับพลัน มิเชลบอกว่าไม่ใช่เรื่องของเรา แต่แม่บุญบอกว่าใช่ เพราะฉันเป็นชาวพุทธ พระที่นี่หรือที่เมืองไทยก็เหมือนกัน เรื่องดี ๆ ทำไมไม่ถ่าย คิดกลับกันว่าหากเขาอาบน้ำแล้วมีคนมาถ่ายถึงพริกถึงขิงแบบนี้ เขาจะยอมหรือเปล่า ?


มุมมองจากด้านบนค่ะ

พระเข้าแถวรับบิณฑบาตจากญาติโยม


แล้วก็ถึงเวลาที่พระท่านเดินอย่างสำรวมเป็นแถวยาว เพื่อรับบิณฑบาตจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย แม่บุญไม่ได้ร่วมตักบาตรเพราะมัวแต่อยากจะได้ภาพสวย ๆ เสียดายเหมือนกัน ใช้เวลาไม่นานพระทั้งหนึ่งพันรูปก็เดินหายเข้าไปในเรือนที่จัดอาสนะไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
 
 
 
 
 
วัดอีกแห่งในเมืองอมรปุระ
 
 
คณะเราเดินทางต่อไปอีกวัดหนึ่งบนภูเขาสูง งานนี้ไม่ต้องเดินขึ้น ไซขับรถพาไปส่งถึงที่ เดินดูวิวรอบ ๆ วัด ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุ เดินแบบเขย่ง ๆ เพราะพื้นร้อนมาก ระหว่างทางมีศิลปินพม่านั่งวาดรูป มีอีกคนวาดจากใบมีดโกน ใช้กรีดเบา ๆ เหมือนพัดรูปออกมาสวยได้ดังใจ ทึ่งจริง ๆ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปเขาเพราะดูท่าทางแกจะไม่ชอบ
 
 
 
 
 
วัดบนภูเขาจำชื่อไม่ได้
 
 
 
มุมมองอีกด้านหนึ่ง
 
 
 
 
 ทางเดินขึ้นไปวัดดูจากแผ่นสังกะสี
 
 


ภาพวาดฝีมือช่างชาวพม่ารอบ ๆ โบสถ์




ศิลปินพม่าบนลานวัด








ไหว้พระมหามุนี เยี่ยมเมือง อมรปุระ

๒๘ มกราคม ๒๕๕๓

ไหว้พระมหามุนี
        วันนี้เป็นวันทัวร์วัดตามที่ไซบอกไว้เมื่อวาน เช้านี้แม่บุญอดไม่ไหวกินอาหารเช้าแล้วนะ หลังจากกินยาไปสองเม็ดก่อนนอน ตอนนี้ดีขึ้นมาก มิเชลบอกให้กินน้อย ๆ หน่อยเดี๋ยวท้องตกใจอาการเก่าจะกลับคืน ช่างไม่เห็นใจคนหิวข้าวบ้างเลย ว่าแล้วเราจะไปไหว้พระมหามุนีกันก่อน

      วัดมหามุนี Mahamuni Temple



ทองที่ปิดแทบจะล้นองค์พระ

 
              เป็นวัดที่สำคัญมาก ตั้งอยู่ระหว่างชานเมืองมัณฑะเลย์กับอมรปุระ วัดนี้มีชื่อว่า ปยคยี Payagyi แปลว่า วัดใหญ่หรือวัดยะไข่  แต่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า วัดมหามุนี เป็นที่ประดิษฐานของพระมหามุนีอันศักดิ์สิทธิ์ สร้างขึ้นโดยชาวยะไข่ เป็นเวลานานนับพันปี เมื่อไปถึงไซ กับมิเชลขอรออยู่ในรถ มีเพียงแม่บุญเท่านั้นที่เข้าไปกราบ เลยถอดรองเท้าทิ้งไว้ในรถจะได้ไม่เป็นภาระให้ต้องหอบหิ้วไปไหว้พระ พระมหามุนีเป็นพระพุทธรูปสัมริด ท่าประทับนั่ง สูง ๔ เมตร อนุญาตให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่จะขึ้นไปนมัสการพร้อมปิดทองได้ ส่วนผู้หญิงเขาจัดให้ต่างหากด้านล่าง ตรงกับหน้าองค์พระ ยังมีที่กั้นเป็นอลูมิเนียมสำหรับแขกพิเศษอีกด้วย แม่บุญกราบพระแล้วก็ออกมาขึ้นรถเพื่อไปยังที่อื่นต่อ เดินออกมาจากวัดเห็นเขาจัดขบวนแห่ ถามได้ความว่ามีการบวชเณรหลายรูป เลยจัดพร้อม ๆ กันเสียเลย


แม่เฒ่าจากอีกเผ่าหนึ่งของพม่ามาไหว้พระมหามุนี



                                                      ขบวนแห่นาคหน้าวัด
บรรยากาศทางเข้าวัด
สาวพม่าหน้ากลมขายลูกปัดที่ร้อยเองหน้าวัด

เด็ก ๆ ที่กำลังจะเข้าพิธีบวชนาคแต่งตัวกันแบบนี้






1/9/53

พระราชวังมัณฑะเลย์


พระราชวังมัณฑะเลย์


        ไซ..พาไปกินอาหารในร้านอาหาร หลังจากขึ้นฝั่ง จำไม่ได้ว่าที่ไหน อาหารพอใช้ได้ เราดูจากแผ่นพับที่ได้มา มีร้านอาหารน่าสนใจหลาย ๆ แห่ง ตั้งอยู่รอบ ๆ พระราชวังมัณฑะเลย์ รวมทั้งมีร้านอาหารไทยด้วยแต่เราไม่ได้ไปชิม มิเชลบอกว่าเกิดไม่อร่อยเดี๋ยวจะผิดหวัง
         หลังอาหารเราสามคนตรงดิ่งไปที่พระราชวังฯ ดูจากแผ่นพับแล้วกว้างใหญ่มาก ที่นี่ต้องเสียค่าเข้าชมคนละ ๑๐ ยูเอสดอลลาร์ แต่สามารไปชมเมือง Amarapura, Innwa, Pinya Palaik ได้ด้วย จะเรียกตั๋วเหมาคงไม่ผิด



       พระราชวังมัณฑะเลย์ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๐๒ โดยพระเจ้ามินดง กว้างและยาวด้านละกว่า ๒ กิโลเมตร แต่ถูกทำลายจนหมดสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และเกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ที่พระนางอเลนันดอ มเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้ามินดง ร่วมกับอำมาตย์เตงดาวุนคะยี กับพระนางศุภยลัตพระธิดา ก่อกรรมครั้งใหญ่ ลอบฆ่าพระเทวี พระราชโอรส และพระญาติของพระเจ้ามินดง ตายถึง ๘๐ พระศพ และขุดหลุมฝังไว้ในพระราชวังแห่งนี้เอง โดยที่พระเจ้ามินดงไม่ทรงทราบเรื่องนี้เลย...แต่หลังจากพระเจ้ามินดงสวรรคต รัฐบาลอังกฤษได้เนรเทศทั้งสามไปอยู่ที่เมืองรัตนคีรี เมืองเล็ก ๆ ในมุมไบ ประเทศอินเดีย



                                         นักท่องเที่ยวชาวพม่ากับชุดเจ้านายสมัยก่อน

             ภายในพระราชวังส่วนมากจึงมีแต่ของจำลองสร้างด้วยเหล็กดัดต่างไม้ฉลุ ฝีมือหยาบ ๆ สิ่งที่เป็นของเดิมที่ยังเหลืออยู่คือ กำแพงพระราชวัง กับป้อมรูปทรงปราสาทเท่านั้น วันที่เราไปเผอิญมีชาวพม่าหลายคนแต่งตัวเหมือนกษัตริย์พม่าสมัยก่อนและถ่ายรูปไว้ เราเลยได้มีโอกาสเห็นว่าเขาแต่งกายกันอย่างไร
 


     หลังจากขึ้นไปถ่ายภาพบนหอคอยสูง ก็ต้องวิ่งหาห้องน้ำอีกรอบทั้ง ๆ ที่ทั้งวันดื่มแต่น้ำมะพร้าวที่ซื้อที่เมืองมิงกุน เชื้อแบคทีเรียในท้องนี่ร้ายแรงจริง ๆ อีกทั้งท้องใส้เริ่มไม่คุ้นเคยกับอาหารแปลก ๆ มานาน เลยไปกันใหญ่ มิเชลกับไซ มองแม่บุญด้วยความเห็นใจ แต่ช่วยอะไรไม่ได้



หอคอย

ออกจากราชวัง เราไปชมวิวเมืองบนภูเขามัณฑะเลย์ เพื่ชมพระอาทิตย์อัสดง และชมเมืองโดยรอบ รถวิ่งไต่เขาไปนานเกือบชั่วโมง จากนั้นต้องขึ้นบันไดเลื่อนสูงมาก ๆ ขึ้นไปยังยอดเขา จากนั้นก็เดินถอดรองเท้าเดินชมวิว ถ่ายรูปกันตามแต่ชอบ นักท่องเที่ยวมากมายมาจากที่ต่าง ๆ เราเจอนักท่องเที่ยวที่พูดฝรั่งเศสกันเยอะพอสมควร ทุกคนต่างประทับใจกับการมาเยือนพม่ากันทั้งนั้น

หน้าซีดเพราะถ่ายไม่หยุด

ภายในยังมีพระพุทธรูปประดิษฐานให้คนกราบไหว้ ไกลออกไปลิบ ๆ จะมองเห็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ชื่อ ชเวยัตตอ Shwe yattaw เป็นพระพุทธรูปประทับยืน กำลังชี้พระหัตถ์ไปยังพระราชวังกลางกรุงมัณฑะเลย์ เป็นเสมือนสัญลักษณ์เตือนใจพุทธศาสนิกชนพม่าว่า ครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เคยเสด็จมายังยอดเขาแห่งนี้ ณ ที่แห่งนี้พุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรือง






เย็นนั้นเรากลับโรงแรมกันหลังพระอาทิตย์อัสดง ระหว่างทางไซเลยถือโอกาสพาไปกินอาหารพื้นเมืองของชาวพม่า ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่แม่บุญได้แต่ชิมนิด ๆ หน่อย ๆ เพราะรู้ตัวว่า ไม่นานอาหารทั้งหลายก็จะไม่อยู่ในท้องแล้ว กินไปก็เท่านั้น ทุกข์ครั้งนี้..หลายวันจริง ๆ ออกจากร้านอาหารเหมือนพระท่านจะเมตตา เพราะมีร้านขายยาตั้งอยู่ไม่ห่าง มิเชล กับ ไซ รีบเดินเข้าไปหาซื้อยาให้แม่บุญทันที โชคดีที่มิเชลรู้จักชื่อยา พรุ่งนี้..คงจะดีขึ้นนะแม่บุญ

ก่อนกลับไปไซถามว่าจะไปดูพิธีล้างหน้าพระมหามุนีหรือเปล่า ถ้าไปต้องตื่นตีสาม เพราะเขาเริ่มพิธีกันตีสี่ มิเชลกับแม่บุญบอกว่าไม่เอา เพราะหลังจากนั้นเราต้องตระลอนทั้งวันอีก สองเฒ่ากำลังหดหายไปเยอะแล้วไม่น่าจะไหว กลับไปนอนพักดีกว่า




ภาพสุดท้ายของวันอันแสนเหนื่อย